สวัสดีค่ะ สาว ๆ ทุกคนรู้ไหมค่ะว่า การล้างเมคอัพนั้นสำคัญมาก ๆ หากล้างไม่สะอาดปัญหาผิวต่าง ๆ จะตามมามากมาย ซึ่งหนึ่งในวิธีการล้างเมคอัพให้สะอาดหมดจด เราก็จำเป็นต้องใช้ Cleansing เข้ามาช่วย ไม่ว่าเราจะแต่งหน้าหรือไม่ เราก็จำเป็นต้องใช้คลีนซิ่งนะคะ เพราะกันแดดบางตัว ก็ไม่สามารถล้างออกได้ด้วย โฟม , สบู่ ล้างหน้า

ในปัจจุบัน คลีนซิ่ง , เมคอัพ รีมูฟเวอร์ มีมากมายหลายประเภท ทั้งคลีนซิ่งวอเตอร์ คลีนซิ่งมิลค์ คลีนซิ่งแบบทิชชู่เปียก ฯลฯ เยอะมาก ๆ ค่ะ และยังมีแบบใช้เฉพาะรอบดวงตา และ ปาก อีกด้วย วันนี้อั้มอยากพูดถึง cleansing ประเภท cleansing milk นะคะ ซึ่งข้อดีของ cleansing ประเภทนี้คือ อ่อนโยนมาก และ Biore เองก็มี cleansing ประเภทนี้ด้วย ซึ่งน่าสนใจมากเลยค่ะ


Biore มี Cleansing สูตรน้ำนม ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้สำลี แค่นวดวนเบา ๆ บนเครื่องสำอาง ขณะที่ผิวหน้าแห้ง แล้วล้างน้ำออก แค่นี้เมคอัพก็จะหลุดออกอย่างง่ายดาย โดยไม่ระคายเคืองผิว อ่อนโยน แม้ผิวรอบดวงตา ถือเป็น cleansing ประเภทล้างน้ำออก (Rinse off) ที่ใช้งานง่ายจริงๆ ค่ะ


คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ Biore  Cleansing Milk :: สูตรใหม่ คลีนซิ่งถนอมผิวสูตรน้ำนม ล้างเมคอัพสะอาดหมดจด อ่อนโยน ลดการเสียดสีผิวหน้า โดยไม่ต้องใช้สำลี มอบผิวอ่อนนุ่ม สดชื่น เบาสบาย ไม่แห้งตึง ไม่เหนอะหนะ
  • ทำความสะอาดเก่งขึ้น สามารถล้าง Eye liner , Lipstick , Foundation ออกได้ดี
  • มี pH Balance สมดุลกับผิวหน้า
  • ไม่มีแอลกอฮอล์
  • ล้างออกง่าย
  • ไม่อุดตัน
  • ไม่ทิ้งสิ่งตกค้าง
  • ผสาน Moist & Fresh Balance ให้ความรู้สึกหลังใช้ คือ ผิวนุ่ม สดชื่น เบาสบาย
  • ไม่ทิ้งความมัน ลื่น หรือเหนียวเหนอะหนะ บนผิวหน้า

แพคเกจ :: เป็นแบบหัวปั๊ม ใช้งานง่ายสะดวก หน้าขวดจะมีรูป เต้ย ติดอยู่ด้วย

ขนาด :: 180 ml


มีกลิ่น :: หอมอ่อน ๆ

เนื้อ คลีนซิ่ง มิลค์ :: สีขาวขุ่นเหมือนน้ำนม เนื้อเบา


บิโอเร คลีนซิ่ง มิลค์ เป็นคลีนซิ่งน้ำนมถนอมผิว ล้างและทำความสะอาดเครื่องสำอาง  มีส่วนประกอบสำคัญต่าง ๆ ดูได้จากภาพด้านล่างนะคะ


วันนี้อั้มจะทำการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ด้วยการแต่งหน้าแบบแน่น ๆ ด้วยเมคอัพต่างๆ ดังนี้

1.  Maybelline New York Dream Velvet
2.  Kiss Mat Chiffon UV Base N
3.  L'Oreal Paris Perfect Sunscreen
4.  Maybelline New York Super BB Super Cover SPF50/PA++++
5.  VIVA Serum
6.  Three Powder
7.  L'Oreal Paris Cushion True Match
8.  Physicians Formula  Bronze , Booster
9.  Essence Eyeshadow Base
10.  Urban decay Naked 1
11.  Cosluxe 123 Brow
12.  Maybelline New York HyperSharp Power Black
13.  L'Oreal Paris Collection STAR Blake


แต่งแบบรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด โบกทุกอย่างลงไปบนหน้า โดยเน้นงาน Makeup Base ด้วยการลงฺ Base เพื่อให้ทุกสิ่งอย่างบนหน้าติดทนก่อน แล้วตามด้วย Super BB ตามด้วย Dream Velvet แล้วก็ Cushion จบด้วยแป้งฝุ่น งานผิวแน่นมากวันนี้ อันนี้อั้มแต่งเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ Biore Cleansing Milk เป็นพิเศษค่ะ


ปั๊ม Biore Cleansing Milk ลงบนฝ่ามือ


นวดลงไปบนผิวหน้า ขณะที่ผิวแห้ง ไม่ต้องใช้สำลีนะคะ


นวดจนเมคอัพสลายออกมาแล้วก็ไปล้างน้ำสะอาดค่ะ


หลังล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด จะเห็นว่า เมคอัพต่าง ๆ ที่ถมไปบนหน้า หลุดออกหมดเกลี้ยง สรุปผลการทดสอบ ผ่าน ค่ะ สามารถทำความสะอาดเมคอัพออกได้ ความรู้สึกหลังล้างหน้า คือเบาสบาย สดชื่น ไม่มันเหนอะหนะเลย แถมยังรู้สึกว่าผิวนุ่มขึ้นด้วยนะคะ


ขั้นตอนต่อมา จะทำการทดสอบความเหนอะหนะ และประสิทธิภาพ ของผลิตภัณฑ์ Biore Cleansing Milk สูตรใหม่ และ Cleansing Milk ทั่วไป โดยการผสม อายแชโดว์สีฟ้า ลงไปกับคลีนซิ่ง ก่อนนำไปทาที่บนกระจก


จะเห็นว่า เนื้อ Biore Cleansing Milk สูตรใหม่ ค่อนข้างเบา ไหลตามแรงโน้มถ่วงลงมาอย่างรวดเร็ว


ใช้น้ำฉีดลงไปอย่างต่อเนื่องที่ด้านบนกระจก


สรุปว่า ::  Biore Cleansing Milk สูตรใหม่ ทำความสะอาดเครื่องสำอางออกง่าย ไม่เหลือคราบเหนอะหนะ  ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง จะเห็นว่า ยังมีคราบติดอยู่บนกระจก


สรุปผลตามความรู้สึกหลังใช้ของอั้ม :: อั้มว่าเนื้อคลีนซิ่งค่อนข้างเบา ทำให้เวลาล้างไม่เหนอะหนะผิว รู้สึกเบาสบายผิว ผิวรู้สึกสดชื่น ไม่แห้งตึง และไม่มันเยิ้ม ช่วยลดขั้นตอนการล้างหน้าไปได้เยอะ ไม่ต้องใช้สำลี ไม่ต้องกลัวว่าสำลีจะบาดผิว สมัยนี้ถ้าเลือกสำลีไม่ดี หรือ คลีนซิ่งไม่ดี ผิวหน้าก็จะระคายเคืองได้ง่าย สำลีบางแบรนด์ก็มีสารเรืองแสง บางแบรนด์ก็หยาบมาก ถ้าเราไม่ต้องใช้สำลีเลยก็จะช่วยให้สะดวกมากขึ้น อั้มชอบความรู้สึกหลังล้างหน้าน่ะ เพราะผิวดูสะอาด และไม่ทิ้งความมัน ผิวไม่ลื่น หรือเหนียวเหนอะหนะ ผิวดูเบา สดชื่น Biore Cleansing Milk สูตรใหม่ ทำความสะอาดได้ดีน่ะ สามารถทำความสะอาด Eyeliner ที่กันน้ำของอั้มได้ Lipstick และ รองพื้นก็ล้างออกได้สบาย ๆ แถมยังอ่อนโยน สามารถใช้ได้กับผิวรอบดวงตา



แต่ถ้าใครแต่งหน้าแน่น ๆ แบบแน่นกว่านี้อีก ก็อยากให้ลองดูว่าจะล้างออกได้ไหม อยากรู้ต้องลองด้วยตัวเองนะคะ แต่ถ้าพวก Mascara อาจต้องนวดนานขึ้นอีกสักหน่อยค่ะ หรืออาจต้องเพิ่ม Eye and Lips Makeup Remover เข้ามาใช้เฉพาะส่วนค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม ::
Facebook :: https://www.facebook.com/Biorethailand
Website :: http://www.biorethailand.com/product/9/.html


Follow or Contact me
❀ Website ❀  ::  www.aumbellezza.com
❀ Blog ❀  ::  http://aumbellezza.blogspot.com/
❀ Facebook  ❀ :: www.facebook.com/Aumbellezza
❀ Instagram ❀ :: http://instagram.com/aum_bellezza
❀ E-mail ❀  ::  aumbellezza@gmail.com


สวัสดีค่ะ วันนี้อั้มมาอัพเดทสกินแคร์ใหม่ ให้ชมกันค่ะ เป็นสกินแคร์แบรนด์เคลมว่า เป็น "เซรั่มผิวเด็ก" แค่ชื่อก็ชวนให้อยากลองแล้วใช่ไหมละคะ  ผลิตภัณฑ์มีชื่อว่า Sal Plus Facial Serum เป็นเซรั่มที่เหมาะกับทุกสภาพผิว อยากรู้ว่าเป็นยังไง มาชมกันเลยค่ะ


คำเคลมของแบรนด์ :: Sal Plus Facial Serum ช่วยเรื่องการกระตุ้นการสร้าง Collagen และ Elastin และช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวหน้านุ่มชุ่มชื่น และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวดูกระจ่างใส และลดการอักเสบของผิว




แพคเกจ :: เป็นทรงกระบอก ใช้งานด้วยการกด ทำให้เนื้อครีมไม่ปนเปื้อนสิ่งเจือปนจากนิ้วมือของเรา  แพคเกจขนาดกำลังดี ขนาดเหมาะมือ น้ำหนักไม่มากจนเกินไป เน้นโทนสีส้มขาว

ขนาด :: 30 ml

ราคา :: 1,190 บาท (ข้างกล่อง) ในเพจขาย  990 บาท


กล่องด้านนอก :: มีข้อมูลรายละเอียดครบถ้วน ทั้งขนาด เลขที่จดแจ้ง ส่วนประกอบ สรรพคุณ วิธีใช้งาน แพคเกจเป็นแบบสกรีนลงไปที่กล่องเลย  จับแล้วมีความนูน ๆ ตรงโลโก้


เนื้อเซรั่ม :: เป็นน้ำสีส้มอ่อนๆ  ซึมสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่หนักหน้า ใช้เพียง 2 ปั๊ม ก็ทาได้ทั่วใบหน้าแล้ว ทาเป็นประจำเช้า - เย็น เวลาอั้มใช้ อั้มจะทาหลังตัว พรีเอสเซ้นท์ค่ะ คือใช้น้ำตบลงไปก่อน แล้วตามด้วย Sal+ แล้วก็ตามด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดครีม


หลังได้ลองใช้ :: อั้มรู้สึกว่า ตอนทาไปแรก ๆ เนื้อเซรั่มจะทำให้ผิวดูลื่น ๆ เมื่อเทียบกับข้างที่ไม่ได้ทา แล้วผิวดูอิ่มน้ำ ชุ่มชื้น หลังรอจนเนื้อเซรั่มซึมลงสู่ผิวหน้าแล้ว ผิวจะตึง ๆ นิดหน่อย และทำให้หน้านุ่มชุ่มชื่นเหมือนเติมน้ำให้ผิว  ถ้าใครอยากได้สกินแคร์ที่ช่วยเรื่องริ้วรอย อั้มแนะนำเลยค่ะ ด้วยส่วนผสมแล้วคุณสมบัติที่โดดเด่นเรื่องลดริ้วรอยโดยเฉพาะ สำหรับอั้มเอง เรื่องร้ิวรอยเล็ก ๆ เห็นผลได้อยู่ แต่ริ้วรอยใหญ่ๆ อั้มไปทำ Botox มาด้วย จึงทำให้ดูจางลงอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม :: 

Follow or Contact me 
❀ Website   ::  www.aumbellezza.com
❀ Blog   ::  http://aumbellezza.blogspot.com/
 Facebook   :: www.facebook.com/Aumbellezza
❀ Instagram  :: http://instagram.com/aum_bellezza 
❀ E-mail ❀  ::  aumbellezza@gmail.com 

sponsor by Sal+

สวัสดีค่ะ วันนี้อั้มมาอัพเดท บอกเล่า ประสบการณ์ใหม่ในการฉีดโบท็อก ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า โปรแกรม Vein Mapping ซึ่งเป็นครั้งแรกของอั้มเลยที่ได้มาฉีดด้วยเครื่องมือนี้ และครั้งแรกกับการฉีดกับหมอโทนี่ที่ DOCTOR TONY BEAUTY CLINIC

ปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่นิยมฉีด Botox และ Filler กันมากขึ้น คลินิกความงามต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นกันเยอะมาก ทุกวันนี้จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้า ก้าวทันต่อความต้องการมากยิ่งขึ้น ซึ่งวันนี้อั้มได้รับเชิญจากคุณหมอโทนี่ ให้ลองมาฉีด Botox ด้วยการนำเครื่องมือ โปรแกรม Vein Mapping  ซึ่งอั้มพึ่งเคยเห็นและได้ยินเป็นครั้งแรก

ปกติการฉีด โบท็อก หรือ ฟิลเลอร์ หมอต้องมีความเข้าใจเรื่องกายวิภาคของใบหน้า และต้องมีความระมัดระวังมาก ๆ ในการฉีด เพราะเป็นการทำงานกับกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ บนใบหน้า ชั้นของไขมัน เส้นเลือด เส้นประสาท ซึ่งอาจจะทำให้เกิดรอยเขียวช้ำ และบางคนอาจเกิดปัญหาปากเบี้ยว หนังตาตกได้อีกด้วย

ซึ่งการนำ โปรแกรม Vein Mapping  มาช่วยในการฉีดครั้งนี้ จะช่วยลดปัญหาการเกิดรอยเขียว ฟกช้ำ บริเวณที่ฉีดน้อยลง หรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย


โปรแกรม Vein Mapping  คือ เทคโนโลยี เพื่อความงามและปลอดภัย โปรแกรม Vein Mapping  เป็นโปรแกรมตรวจหาเส้นเลือดฝอยลดรอยเขียวช้ำ เพื่อมาเป็น ตัวช่วยสำคัญอย่างยิ่งในทางการแพทย์เพื่อความงาม โปรแกรม Vein Mapping จะมาช่วยให้การลงเข็มฉีดโบท๊อกซ์ ฟิลเลอร์ ในการที่จะไม่ถูกเส้นเลือดที่อยู่ใต้ผิวหน้า เพราะด้วยหลักการทำงานของ โปรแกรม Vein Mapping  จะใช้แสง Infared ในการจับกับเม็ดเลือดทำให้เห็นเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กแพทย์จะเห็นเส้นเลือดบนในหน้าได้ลึกถึง 1.5 เซนติเมตร ซึ่งโดยทั่วไปการฉีดนั้นจะฉีดลงไปทีกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังตื้นๆ ดังนั้นหลังจากการฉีด ซึ่งทำให้คนไข้มีความพอใจและหมดกังวลในเรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องศึกษาข้อมูลก่อนเข้ารับบริการเสริมความงามผ่านปลายเข็มกึ่งศัลยกรรมการหาข้อมูลจากหลายๆด้าน การเลือกสถานประกอบการหรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากใบอนุญาตที่แสดงไว้ด้านหน้าร้าน การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่จะใช้อย่างละเอียด รวมทั้งสอบถามจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้แน่ใจและมั่นใจก่อนตัดสินใจ

เครื่องมือนี้เป็นสิ่งที่ดีและน่าสนใจอย่างมาก ตอนที่ฉายแสงลงมาบนผิว เห็นมีการไหลของเลือดด้วย ปกติเวลาฉีด ที่อั้มเคยฉีดทั่ว ๆ ไปคือฉีดลงบนผิวเลย คือต้องอาศัยความชำนาญและเชี่ยวชาญของหมอประกอบด้วย แต่ก็มีหลายครั้งที่เกิดรอยจ้ำเขียว ๆ บนทิ้งไว้  แต่เครื่องมือ โปรแกรม Vein Mapping  นี้จะทำให้ปัญหานั้นหมดไป

จากภาพด้านล่าง ที่เห็นเป็นสีเขียว ๆ นั่นคือมีเส้นเลือดอยู่น่ะ ฉีดลงไปจะโดนเส้นเลือดเต็ม ๆ แต่ตรงบริเวณที่เห็นเป็นผิวหนังของเรา ไม่เห็นเป็นแสงเขียว ๆ นั่นคือไม่มีเส้นเลือดสามารถฉีดได้


ก่อนฉีดทำการประคบน้ำแข็งก่อน


ก่อนฉีดจะใช้เครื่องมือ โปรแกรม Vein Mapping  ฉายลงไปบริเวณที่จะทำการฉีด แล้วคุณหมอจะทำการฉีดลงไปบริเวณที่ไม่มีเส้นเลือดอยู่


ในรูปคือคุณหมอจิ้มเข็มลงบนผิวหน้าแล้วน่ะ อั้มฉีดหลายจุดมาก ๆ ฉีดไปทั้งหมด 100 Units นอกจากบริเวณกามแล้วยังมีบริเวณคออีกด้วย ซึ่งหลังฉีดอั้มแทบไม่เห็นเลือดเลยค่ะ มีบ้างก็แค่บางจุดเล็กน้อยเท่านั้น และก็ไม่เจ็บด้วย คุณหมอมือเบามาก ๆ

การดูแลหลังฉีดโบท็อก ::
  1. ไม่ควรนอนภายใน 4 ชั่วโมงหลังฉีด เป็นไปได้นั่งไว้เป็นดีค่ะ เพื่อป้องกันตัวยากระจายตัวไปผิดจุดที่คุณหมอวางแผนไว้ 
  2. ใน 1 เดือนหลังฉีด ไม่ควรอบไอน้ำ ทำซาวน่า หรือทำเลเซอร์ 
  3.  Botox ไม่ค่อยถูกกับความร้อน ควรหลีกเลี่ยง
  4. ใน 4 ชั่วโมงแรก ๆ ควรบริหารกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด อย่างอั้มฉีดกราม หมอก็จะให้เคี้ยวหมดฝรั่ง
 เพื่อผลลัพธ์ที่ดี การดูแลหลังฉีดเป็นขั้นตอนแรก ๆ ที่เราควรปฏิบัติตามนะคะ และอีกข้อหนึ่งที่รู้มาคือ เราไม่ควรกินพวกอาหารที่ใช้พลังการเคี้ยวเยอะ ๆ  


ปกติเวลาอั้มฉีดมักจะมีรอยเขียวช้ำเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีน่ะ มักจะเกิดขึ้นและเห็นชัดหลังจากนั้น 2-3 วัน แต่รอบนี้ไม่มีเลย เหมือนไม่ได้ผ่านการ Botox ใด ๆ มา หลังฉีดทันทีก็ไม่ได้ทิ้งรอยอะไรให้รู้สึกเป็นกังวล คือเราสามารถฉีดแล้วลงไปเดินเล่นไปหาอะไรกินได้อีกโดยไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะรู้


หลังฉีด 14 วัน ริ้วรอยแสดงอารมณ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ้มสวยขึ้น หน้าได้รูปกว่าเดิม



คุณหมอโทนี่ ใช้ Botox Botulinum Toxin Type A ของ Allergan ยี่ห้อเดียวเท่านั้นนะคะ  ตอนนี้ของปลอมเยอะมาก ก่อนจะฉีดกัน อย่าพึ่งเห็นแต่ว่าราคาถูกนะคะ ดูคลินิกที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ ถ้าหากเราฉีดของปลอมบ่อย ๆ หน้าเราดื้อยาจะทำให้การฉีดครั้งต่อ ๆ ไปไม่ได้ผลนะคะ ถ้าอยากสวยอยู่ยงคงกระพัน มองหาแต่ของแท้และคลินิกที่น่าเชื่อถือนะคะ


หลาย ๆ คนสงสัยว่า การฉีดโบท็อกจำเป็นไหมถ้าจะลงทุน ควรลงทุนกับสกินแคร์ดี ๆ หรือ โบท็อกดีกว่ากัน เป็นคำถามที่เจอบ่อยมาก อั้มตอบไว้ ณ ตรงนี้เลยนะคะ  ครีมบำรุงผิว และ โบท็อก มีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดให้แนะนำ ก็ต้องใช้ทั้ง 2 อย่าง เพราะครีมบำรุงทำหน้าที่บำรุงผิว เติมน้ำให้ผิว กันแดด อื่น ๆ อีกมากมาย แต่อาจจะใช้เวลานานสักนิดหนึ่ง ส่วนการ Botox เป็นการช่วยทำให้ผิวเราดูเด็กขึ้น ริ้วรอยแห่งวัยลดลงอย่างรวดเร็ว รอยตีนกาหายไป หน้าดูเข้ารูปมากขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าทำควบคู่กันไป จะเห็นผลลัพธ์ไวและประทับใจมาก ๆ ถ้าอยากสวยขึ้น ยังไงก็ขาดไม่ได้ทั้งคู่

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณหมอโทนี่ มาก ๆ ที่ฉีดโบท็อกให้อั้ม หน้าสวยขึ้น ละมุนกว่าเดิม และดีใจที่นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้เราสวยขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น


ข้อมูลเพิ่มเติม  ::
  • โทร : 084-4329889, 087-9996169 
  • line ID : doctortonyclinic 
  • IG : doctortonybeautyexpert
คลินิกตั้งอยู่ที่ :: CRYSTAL PARK ตรงเรียบทางด่วนรามอินทรา

ภาพหลังฉีด 2 สัปดาห์
ภาพหลังฉีด 2 สัปดาห์
Follow or Contact me 
❀ Website ❀  ::  www.aumbellezza.com
❀ Blog ❀  ::  http://aumbellezza.blogspot.com/
❀ Facebook  ❀ :: www.facebook.com/Aumbellezza
❀ Instagram ❀ :: http://instagram.com/aum_bellezza
❀ E-mail ❀  ::  aumbellezza@gmail.com

สวัสดีค่ะ ช่วงนี้ใคร ๆ ก็ทักว่าสวยขึ้น จริง ๆ ก็ทักกันมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้วแหละ นี่ก็ขี้เกียจบอกบ่อย ๆ ไงว่าทำอะไรมาบ้าง วันนี้ได้ฤกษ์อัพบล็อก เลยมาแชร์ประสบการณ์ให้ได้ทราบกัน จะได้สวยไปด้วยกันเนอะ เผื่อใครกำลังอยากพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ก็ลองอ่านบล็อกนี้เป็นทางเลือกดูได้ ก่อนคิดจะทำอะไร หาข้อมูลเยอะ ๆ แล้วเลือกหมอให้ดีที่สุด อย่ามองเพียงแค่ "เงิน" เพราะค่าบริการเป็นเพียงปัจจัยทางอ้อม ไม่ใช่ปัจจัยหลังนะคะ  บางคนทำแล้วสวย เสียครั้งเดียวจบ บางคนทำแล้วไม่ดี ยิ่งทำยิ่งแย่ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เพราะฉะนั้น อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง จงเลือกที่ตัว หมอ เถอะ เชื่อเจ้

หลังจากที่อั้มไปจัดฟันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 นับเวลารวม ๆ แล้วประมาณ 2 ปี ตอนนี้ก็ได้ถอดเหล็ดจัดฟันออกเรียบร้อยแล้ว อั้มเลยมาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อน  ๆ ที่กำลังสนใจได้อ่านกัน ก่อนหน้านี้อั้มมีปัญหาคือหน้ากลมมาก ขนาดมีคนแซวว่า หน้าเหมือนเอาวงเวียนมาปักที่จมูกแล้ววนเป็นวงกลม ๆ นี่ถึงกับกรี๊ดดดดดด ไม่ไหวแล้ว ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว  ก็เลยคิดว่าอันดับแรกต้องจัดฟันก่อน เพราะมีปัญหาฟันเกย์ออกมา 1 ซี่ แล้วฟันล่างไม่ค่อยเป็นระเบียบ คือเวลายิ้มแล้วมันไม่สวย มองเห็นชัดมาก ว่ามีฟันเกินออกมา 1 ซี่ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในชีวิต

หลังจากเริ่มคิดจะจัดฟัน ก็หาข้อมูลกันก่อน เริ่มแรกก็ต้องหาข้อมูลคลินิกที่มีหมอเก่งๆ แล้วอยู่ใกล้บ้าน เพราะ ต้องไปหาหมอทุกเดือน แล้วเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกล่ะ เช่น เหล็กหลุด เหล็กงอ เราก็ทำเองไม่ได้ไง ก็ต้องพึ่งหมอ เพราะฉะนั้นการเลือกคลินิกก็สำคัญนะคะ  อั้มเลือก ทำที่ Dental One+ ตรงปากซอยงามวงศ์วาน 27 ติดกับเด่นสูท ตอนแรกเขาเป็นคลินิกเดียวกับ Dental plus หน้าปากซอยค่ะ แล้วแยกออกมา ซึ่งที่นี่มีหมอหลายท่าน ก็เลือกหมอแล้วดูว่าหมอเข้าวันไหนก็ได้ค่ะ ที่นี่ค่อนข้างดัง อั้มผ่านหน้าปากซอยทุกวัน เห็นคนมาจัดกันเยอะ แล้วลองดูผลงานที่ผ่านมาก็ค่อนข้างชอบ เลยเลือกที่นี่แหละ เพราะหลังจากนั้น เราจะต้องมาทุกเดือน แล้วถ้ามีปัญหาเหล็กหลุด หรือมีปัญหาอะไร ก็ง่ายต่อการบริการอีกด้วย (เลือกหมอแล้ว เริ่มจัดฟันแล้ว ที่นี่เปลี่ยนหมอไม่ได้นะคะ)

จากในรูปจะเห็นว่าโครงหน้าเปลี่ยน หน้าดูเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น ยิ้มสวยขึ้น แต่น้ำหนักมากกว่าเดิมน่ะ ใครว่าจัดฟันแล้วน้ำหนักลด อันนี้อั้มว่า แล้วแต่คนมากกว่าน่ะ เพราะอั้มน้ำหนักไม่ลด




เมื่อเริ่มอายุมาก (อายุ 30) ป้าก็อยากสวย เหมือนสาว ๆ วัยรุ่น แต่ฟันป้า จากตอนสาว ๆ ฟันก็สวยดี แต่พออายุเริ่มมาก ทำไมฟันป้ามัน เริ่มทะเลาะวิวาทกัน จับคู่กันเอง วิ่งหนีกันบ้าง งอลกันบ้าง ป้าเลยต้องไปปรึกษาหมอฟัน
เริ่มแรก ป้าก็ไปปรึกษาหมอที่คลินิกหนึ่ง ย่านงามวงศ์วาน คุณหมอก็ให้ ป้าอ้าปากกว้าง ๆ ป้าก็ตกใจ ป้าก็ทำตามแหละนะ หมอก็ดูในปากอย่างละเอียด แล้วสรุปมาให้ป้าฟังว่า
- ฟันคุดมีอยู่ น่าจะทิ้งไว้นานแล้ว ฟันที่คุดมันแทงไปทางฟันที่ดี ทำให้ฟันเริ่มเบียดกัน
- แล้วก็มีฟันที่เคยถูกถอนสมัย 10 กว่าปีที่แล้ว และไม่ได้ใส่ฟันปลอม ทำให้เกิดฟันล้ม
  • ป้าบอกตรง ๆ ป้ากลัวการถอนฟันคุดที่สุดใน 3 โลก ป้าขอหมอไม่ถอน ป้าก็หายไปประมาณ 3 เดือน ไปปรึกษาหมออีกคลินิกหนึ่ง ก็พูดน่ากลัวกว่าเดิมอีกค่ะ ฟันคุดอาจโดนเส้นประสาท อาจทำให้หน้าเราเบี้ยว อะไรก็ไม่รู้ ป้ากลัวมาก หมอเลยจับ เอ็กซเรย์ ให้ป้าดู ป้าแทบช็อค เหมือนโดนมนต์สะกด ป้าตกลง ผ่าฟันคุดทันที

  • ตอนผ่าฟันคุด ป้าอยากบอกว่า เหมือนเขาเอาจอบ เสียม มาพรวนดิน ในปากยังไงก็ไม่รู้ มีพวกสว่าน เครื่องมือช่าง มาแยกชิ้นฟัน ดึงฟันที หน้าป้านี่ลอยตามมือหมอขึ้นมาเลย ตอกทีสั่นสะเทือนยิ่งกว่าแผ่นดินไหว หมอบอกฟันคุดเอาออก ฟันบนก็ต้องเอา ออกด้วย สรุปโดนไป 2 ซี่ บนล่าง ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกค่ะ
  • เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6 ชั่วโมง ยาชาเริ่มหมดฤทธิ์ ความปวดร้าวมาเยือน ปวดระบม ไปถึงโซนประสาทที่ 8 ป้าเลยนอนร้องไห้ ยังกะโดนทหารรุมข่มขืนทั้งกองร้อย ป้าเสียใจ ป้าเจ็บ ยาพารา มิช่วยอะไรเลยค่ะ ป้าเลยต้องไปพึ่ง ไอโปรเฟ่น แทน ซึ่งก็พอทุเราอาการได้บ้าง แต่ป้านอนไม่หลับเลยค่ะ เลือดไม่หยุดไหล กว่าจะหยุดก็ 3 วันได้ ป้าต้องทนกินโจ๊ก ปนเลือดในปากทุกวัน (เพราะหมอบอกห้ามบ้วนทิ้ง) ป้าก็เชื่อ จนทุกวันนี้ ป้าทานโจ๊กไม่ได้เลยค่ะ เห็นแล้วคลื่นไส้ เหมือนคนแพ้ท้องเลยค่ะ

เป็นช่วงที่ทรมานที่สุดเลย หน้าป้าบวม เหมือนโดนรุมตบด้วยฝ่ามืออรหัน 18 ทิศทาง ป้าไม่กล้าไปพบปะผู้คน นอนโทรมอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ ซอย 4 ทั้งวันทั้งคืน หน้ากว่าจะหายบวมได้ก็ประมาณ 5 วัน จนวันไปผ่าไหม ป้าไม่เจ็บเลย รู้สึกโล่ง แต่ต้องระวังเรื่องการกินน่ะ เพราะพวกเศษอาหารอาจไปติดในหลุมฟันที่ถูกถอนไปได้ หลังกินต้องบ้วนปากตลอด
------------------------------------------------------------------------
ผ่าฟันจบแล้ว มาต่อกันที่เริ่มจัดฟันดีกว่า แต่ขอบอกว่า หลังจากผ่าฟันคุดไป ป้ากลัวการทำฟันไปอีก 2 ปีถึงได้เริ่มมาจะจัดฟันอีกครั้ง ซึ่งพวกฟิล์มเอ็กซเรย์ต่าง ๆ ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องเริ่มทำใหม่หมด 
------------------------------------------------------------------------


เคลียร์ช่องปาก
ก่อนสงกรานต์ ป้าไปหาหมออีกรอบที่คลินิกเดิม ไม่ใช่คลินิกที่ผ่าฟันคุดน่ะ ป้ารับไม่ได้ ทำป้าทรมานมาก กับการผ่าฟัดคุดที่คลินิกนั้น เลยกลับมาคลินิกเดิม ซึ่งก็คุยกับหมออีกรอบ หมอถาม ตัดสินใจเอาจริงแล้วใช่ไหม 5555555555

ก็ตกลงกับหมอไป หมอก็จัดการนัดขูดหินปูน นัดถอนฟัน พิมพ์ฟัน เอ็กซเรย์ฟัน ทั้งหมอนี้ ไม่รวมกับราคาค่าทำจัดฟันนะคะ ป้าก็เริ่มพิมพ์ปาก ตอนพิมพ์ปาก เหมือนหมอเอาปูนพลาสเตอร์ มาโป๊ะไว้สักพักหนึ่ง แล้วก็ดึงออก ตอนดึงนี่มันติดแน่นมาก ๆ ช่วงที่หมอดึง เหมือนกับ จะเลาะฟันเราออกทั้งปากเลยก็เป็นได้ ป้าเริ่มใจหวั่น ๆ แล้ว อีหมอนี่มือหนักชะมัด และอีที่เขาเอามาพิมพ์ปากอ่ะนะ ติดแน่นมาก ให้บ้วนน้ำไป 3 ลิตร ก็ไม่หมด 

พวกขูดหินปูน หรือเคลียช่องปากนี่ธรรมดามาก ๆ  ป้าก็โดนถอนฟันไปอีก 1 ซี่ ตอนถอนนี่ก็น่ะ ฟันดี ๆ ไปถอน ก็ทรมานนิดหนึ่ง แต่ป้าพูดเลย 3 วันเอง หาย ซึ่งมันน้อยนิดเมื่อเทียบกับผ่าฟันคุด

วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 (ติดเหล็ก)
นี่เป็นการติดเหล็กครั้งแรกในชีวิตป้าเลย ป้ารู้สึกธรรมดา ๆ ไม่คิดว่า มันจะสุดยอดขนาดนี้ไง เริ่มแรก หมอก็ให้นอนอ้าปากอ่ะ เหมือนเดิม ไปหาหมอฟันทีไร ก็สั่งให้ อ้าปาก กว้าง ๆ   เมื่อป้านอนอ้าปากอยู่บนเตียง หมอก็เอาอะไรไม่รู้มาทา และก็ปิดตาป้า ทำอยู่ครึ่งชั่วโมงได้ ก็เสร็จ อันนี้ป้าติดเฉพาะด้านบนก่อนน่ะ ด้านล่างเดือนหน้าค่อยติด ป้ากลัวขากรรไกรค้าง ตอนติดเสร็จ หมอให้บ้วนปาก ป้ารู้สึกขมมาก เหมือนกินบอระเพ็ดเลย เสร็จไวมาก หมอก็บอกว่า แรก ๆ อาจจะตึง ๆ หน่อยนะคะ เราก็ค่ะ แค่ตึง ๆ จริง ๆ น่ะ ตอนทำอ่ะ ประเด็นไม่ได้อยู่วันที่ติดเหล็กเสร็จหรอก ชะตาชีวิตมันพลิก ใน รุ่งขึ้นอีกวัน 

การแปลงฟันก็ไม่ใช่สิ่งง่ายน่ะ ต้องมียาสีฟันเฉพาะ แปรงเฉพาะ ไหมขัดฟัน เพราะเวลาทานอาหาร บางทีมันชอบไปติดซอกเหล็ก ต้องแปรงตามวิธีหมอสอนด้วยน่ะ ป้าเพลีย แปลงฟันทีนานเว่อ กว่าจะทั่ว

วันที่ 15 พฤษภาคม 2557
ตื่นมาพร้อมอาการ ปากระบม แค่ฟันชนกันก็เจ็บแล้ว อย่าหวังจะได้กินอะไรเลยค่ะ ทรมานสุด ๆ แม้แต่เม็ดข้าว เส้นก๊วยเตี๋ยวนิ่ม ๆ เราก็กัดไม่ได้น่ะ นาทีนี้ ป้าใส่ปากแล้วกลืน ตลอดเลยค่ะ ก็อาศัยกินอาหารอ่อน  ๆ เอา ทานนมให้มาก ๆ หิวก็นม อะไร อะไร ก็ "นม" ค่ะ มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด พูดมากก็ไม่ได้ เหล็กคอยจะจิ้มปาก 

ตอนนอน นี่แหละคือความสุขของป้า เพราะมัน ได้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดและทรมาน วันนั้นทั้งวัน ป้าทานอะไรไม่ได้นอนจากสิ่งที่เป็นน้ำ ๆ น่ะ ถ้าทานก็คือต้องกลืนเลย เคี้ยวไม่ได้ คิดเองทรมานขนาดไหน มี Tokyo Banana อยู่ตรงหน้า ป้าใส่ปากแล้วกลืน ใส่ปากอม ๆ แล้วกลืน แบบนี้ไป 2 ชิ้น มันเหนื่อยใจจริง ๆ นะช่วงนี้ ยิ่งกว่า ชะนีแพ้ท้อง ป้า การีนตีได้ว่า ท้องคุณจะร้องดังยิ่งกว่า ฟ้าผ่าลงมา ตรงสี่แยกไฟแดง หน้าบ้าน คือ มันหิว และ โหยสุด ๆ กว่าจะหมดวัน ป้าก็เพลียมาก ๆ นอนน้ำตาจะไหล "อย่าลืมฉัน" ก็อวสาน อีก ป้าดูไปอินไป ยิ้มไป (ปากก็หุบไม่ค่อยได้หรอกน่ะ เพราะว่าเหล็กคอยจะทิ่มปาก ) ความสวยไม่ได้มากันง่าย ๆ จริง ๆ ผู้่ชายโปรดเข้าใจด้วยนะคะ

วันที่ 16  พฤษภาคม 2557 
ยังเจ็บปากเหมือนเดิม ทานอะไรไม่ได้เหมือนเดิม ฟันโดนกันก็เจ็บเหมือนเดิม ก็ต้องทานน้ำ กับ นมเหมือนเดิม พวกอาหารอย่างอื่น ก็ใส่ปากแล้วกลืนไปเลย 5555  อาการเจ็บปากลดลง แต่หุบปากได้ลำบากมาก คือปากดูอูม ๆ ตลอดเวลา พูดก็ไม่ค่อยชัด พูดแปลก ๆ ตลอดเลยอ่ะ มารอดูกันต่อ พรุ่งนี้ เราจะเคี้ยวอาหารได้หรือยัง ???


ผ่านมาครบ 1 สัปดาห์ การรับประทานอาหารก็ยังไม่ง่ายนะคะ ยังกินยากอยู่ แม้แต่เส้นก๊วยเตี๋ยว ก็ยังกัดไม่ได้เลยค่ะ ยอดผักบุ้งอ่อน ๆ เราก็กัดไม่ขาด อาศัยกลืน ไปเลยค่ะ แต่สิ่งที่ประทังชีวิต ได้ในทุก ๆ วัน ที่อั้มกินคือ เค้ก ค่ะ เค้กนุ่ม ๆ ใส่ปากแล้วใช้เหงือก ดุน ๆ เอาแล้วก็กลืนไปเลย แต่ไม่ดีนะคะ ทานมากก็อ้วน แต่จะให้ทำไงได้ ช่วงเวลา 7 วันแรก อาศัย นม กับ เค้ก ข้าวต้ม โจ๊ก แบบนี้ทุกวัน สลับเปลี่ยนกันไป

ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ขึ้นไป การทานอาหารเริ่มดีขึ้นเริ่ม ทานอาหารแข็งขึ้นกว่าเดิมได้นิดหน่อย

ช่วงแรก ๆ ของการจัดฟัน
18 มิถุนายน 2557
กำหนดใส่เหล็กฟันล่าง ไปถึงคลิกนิก รอคิวแป๊บหนึ่ง ได้เวลาใส่เหล็ก คุณหมอก็ให้เลือกสียางเหมือนเดิม รอบนี้ขอสีฟ้าน้ำทะเล สวย ๆ ตอนใส่เหล็ก คุณหมอก็บอกว่า ฟันในสุด เว้นไว้ก่อน (ลืมถาม เว้นไว้ทำไม) 555555 ใส่แล้ว หมอก็บอกเหมือนเดิม ตึง ๆ หน่อยนะคะ เราก็ค่ะ มันก็ตึง ๆ จริง ๆ นะ ใส่เสร็จ ไปนั่งกินก๊วยเตี๋ยวสบายใจเฉิบ เพราะรู้ชะตาว่า พรุ่งนี้ งานจะเข้า หลังจากกินเสร็จแบบไม่มีปัญหาเลย ความรู้สึกมันตึงเบา ๆ เอง แปรงฟันแล้วก็นอนซ่ะ

19 มิถุนายน 2557
ตื่นมาแบบเหมือนปากระบม ปวดไปทั้งฟัน ฟันโดนกัน ปรี๊ดขึ้นสมองเลย น้ำตาไหลนิด ๆ ด้วยแหละ ขอบอกเลยว่า เข้าช่วง วิกฤต อีกรอบแล้ว ชีวิต เริ่มลำบากค่ะ แค่อ้าปากหาว ก็เจ็บแล้ว มันตึง ๆ พร้อมทั้งปวด ๆ ฟันอย่าให้โดนกันเลย นั่งปากหวอ น้ำลายจะไหลตลอดเวลา เหล็กก็ทิ่มกระพุ้งแก้มอีก โอ้ย ๆ เจ็บค่ะ พอเวลาแปรงฟัน จะถุยน้ำลายอ่ะ เหล็กก็ชอบโดนแก้ม มันสุดยอดที่สุดแล้วค่ะ

นี่วันที่ 25 มิถุนายน 2557 แล้วน่ะ ครบ 7 วัน อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังกินอาหารปกติไม่ได้อยู่ดี รอ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็รอ ค่ะ อยากกินนู่นนี่นั่นไปหมด แต่ก็กินไม่ได้ พูดเลยว่า เค้ก เท่านั้น ตอนนี้อ้วน บวม เค้กและค่ะ

(เอาไปแค่นี้ก่อน เบา ๆ แค่ช่วงแรกของการจัดฟันพอ เล่าหมดเดี๋ยวจะเบื่อกันซะก่อน) ข้ามไปดูวิวัฒนาการของสัตว์โลกล้านปีเลยค่ะ


ก่อนจัดฟัน
พี่อั้มขอเรียงลำดับให้ดู ตาม พ.ศ. เลยนะคะ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัด ๆ หน่อย
1. ก่อนเริ่มจัดฟัน หน้ากลมๆ ยิ้มแล้วมีฟันเกินมา ไม่มั่นใจเท่าไหร่เลย
2. ในปีเดียวกัน ฟันโดนดึงเข้าไปแล้ว ไวมาก แต่หน้ายังไม่เรียวน่ะ ยังกลมบ๊อกอยู่เลย
3. คิดว่าจะเอาเหล็กออกได้แล้ว ตอนนี้ก็พอใจแล้วน่ะ แต่หมอยังไม่เอาออกน่ะ ขยับเข้าขยับออกอยู่นั่น พี่อั้มปวดระบมไปหมดเลย
4. หน้าไม่เรียวสักที หรือเพราะเราถอนฟันแค่ 1 ซี่ก็ไม่รู้ เลยจัดการฉีดฟิลเลอร์ซะเลย ตอนแรกไม่ได้จะฉีดน่ะ แต่หมอเห็นหน้าแล้วทนไม่ไหว ขอฉีด เลยยอมให้หมอฉีด ฉีดปุ๊ปสวยเลย รีวิวฉีดฟิลเลอร์ที่นี่นะคะ
5. พอฉีดฟิลเลอร์แล้ว ทุกอย่างก็ดูสวยขึ้นมาเลยอ่ะ
6. เริ่มมีการขยับเหล็กมากขึ้น ฟันเริ่มชิดกันมากขึ้น หมอเขาขยับฟันไปมา แล้วก็ดึงฟันบนเข้ามาอีกนิดหนึ่ง ทีนี้รู้สึกหน้าได้รูปมากขึ้น
7. ก่อนจะไปถอดเหล็ก รู้สึกว่า ตัวเองมาไกลมาก
8. ถอดเหล็กแล้ว ใส่รีเทนเนอร์ รู้สึกหน้าตัวเองได้รูปที่สุดในชีวิต



รูปด้านล่าง คือ ฉีดฟิลเลอร์ได้ประมาณ 1 เดือน หน้าก็ดูยาวกว่าปกติแล้ว ตอนจัดฟันแรก ๆ หมอยังไม่ได้ดึงฟัน หน้าก็ยังไม่ได้เข้ารูปอะไรเท่าไหร่ การจัดฟัน กับ ฟิลเลอร์ ช่วยได้มาก ๆ

ทำไมจัดฟันแล้วต้องฟิลเลอร์ :: การจัดฟัน ทำให้หน้าเราเข้ารูปขึ้น ยาวขึ้น แต่คางไม่ได้แหลมลงมา ถ้ามองด้านข้างแล้วคางเรางุ้ม การจัดฟันก็ไม่ทำให้คางเราพุ่งออกมาได้ แต่ฟิลเลอร์ หรือ เสริมคาง ทำได้ค่ะ มันเลยต้องทำควบคู่กันไป ปกติฟิลเลอร์ ก็มีอายุไม่ได้นาน ตอนนี้จับ ๆ เริ่มไม่ค่อยเจอแล้วด้วย สงสัยใกล้เวลาเติมฟิลเลอร์อีกรอบแล้วค่ะ อยากสวยต้องอดทนเนอะ อดทนอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเงินด้วยน่ะ

ตอนจัดฟัน :: ต้องไปหาหมอทุกเดือนเลยค่ะ เพื่อเปลี่ยนยาง แล้วหมอจะทำการดึงฟัน ให้เข้าที่ ควรไปให้ครบทุกครั้งตามหมอนัดนะคะ จะได้ถอดเหล็กและสวยไวไว ไปทีก็ครั้งล่ะ 1,000 บาท ทั้งหมด 31 เดือน รวม 31,000 บาท และ 2 ครั้งสุดท้ายรวมค่ารีเทนเนอร์ เสียไปอีก ครั้งล่ะ 6,000 บาท ขูดหินปูน 2,000 บาท ฟอกสีฟัน 5,000 บาท

ตอนจัดฟัน ทรมานที่สุดเลยค่ะ ไปหาหมอทีไร วันนั้นไม่ต้องกินอะไรเลย หยอดข้าวต้ม ทานนมไปค่ะ บางทีก็ปวดไป 4-5 วันก็มี แล้วเหล็กชอบเกี่ยวแก้ม เกี่ยวปาก เป็นแผล เป็นร้อนในบ่อย ๆ พอฟันหายปวด จะกินอาหารอร่อย ๆ ก็ครบกำหนดต้องไปเปลี่ยนยาง เจ็บอีกแล้ว เป็นแบบนี้วนไปจนกว่าจะถอดเหล็กน่ะ แล้วก็หลังจากนั้น เราก็ต้องใส่ รีเทนเนอร์ตลอดเวลา ถอดเฉพาะตอนกินข้าวเท่านั้น คุณทำได้ไหม ถ้าคิดว่าไหว ก็จัดเลยค่ะ



การดูแลหลังจัดฟัน :: หลังจัดฟันหมอก็นัดไปพิมพ์ปาก ใส่รีเทนเนอร์ก่อนจะถอดเหล็ก แล้วก็ขูดหินปูน เพราะตอนมีเหล็กทำความสะอาดฟันยาก หินปูนเกาะ แล้วก็ฟันไม่ขาว ออกหมอง ๆ ต้องฟอกสีฟันอีกค่ะ รีเทนเนอร์ก็ต้องใส่ตลอด แต่พอถอดเหล็กแล้ว ก็ทำความสะอาดฟันได้ง่ายขึ้น

รีเทนเนอร์ :: มีหลายประเภทให้เลือก อั้มเลือกแบบเหล็ก เพราะมันครอบฟันได้ดีกว่า แบบใสกลัวแตกอ่ะ ไม่ค่อยระวังด้วย แล้วต้องใส่ตลอดทั้งวันเลย หมอสั่งมาให้ถอดเฉพาะกินข้าว ให้ใส่ไว้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ และหมอก็นัดตรวจเช็ค รีเทนเนอร์อีกครั้งหลังจากถอดเหล็ก 30 วันค่ะ



เทียบกับสมัยเรียนแล้ว คือ แตกต่างกันเยอะมาก ๆ นี่อั้มพยายามเลือกรูปที่ดีที่สุดในสมัยนั้นแล้วนะคะ ถ้าเจอรูปที่แย่ๆ เพื่อน ๆ จะไม่ถามแค่เรื่องจัดฟันแน่ ๆ เพราะฉะนั้น เอาแค่เรื่องจัดฟันก่อนเนอะ



ลองถามใจดูว่า คุณอยากจัดฟันเพราะ ??

  • ยิ้มสวย :: ถ้าคำตอบนี้ คุณควรจัดฟัน
  • หน้าเรียว :: ลองพึ่งวิธีอื่นดู ถ้าฟันคุณสวยอยู่แล้ว
ไม่แนะนำการจัดฟันแฟชั่นนะคะ เพราะอันตรายมาก แล้วการเลือกหมอก็สำคัญมาก บางคนจัดฟันแล้วหน้าแก่ขึ้นก็มี บางคนจัดแล้วกามออกก็มีเยอะแยะ อย่าหวังแค่ว่า จัดฟันแล้วจะผอม จะหน้าเรียว เลิกคิดสิ่งพวกนี้ไปได้เลยค่ะ มันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่จะทำให้เราสวยขึ้นได้ นอกจากการจัดฟัน 

หลังจากจัดฟันแล้ว กฏระเบียบในการดูแลตัวเองสำคัญมาก ตอนนี้อั้มรำคาญ รีเทนเนอร์มาก อยากเควี้ยงทิ้งวันละหลายสิบรอบ อึดอัด แล้วพูดไม่ชัด พูดเหมือนลิ้นไก่สั้น ร้องเพลงชาติเหมือนคนพม่าร้องเลยค่ะ ระเบียบ วินัย สำคัญมาก ถ้าคุณไม่มี แล้วมาจัดฟัน อนาคต ฟันอาจพังกว่าเดิมก็ได้ เพราะรากฐานฟันถูกขยับ ไม่แข็งแรงเหมือนก่อน ถ้าไม่ใส่รีเทนเนอร์ช่วยไว้ ฟันล้มขึ้นมา ก็ต้องมาจัดฟันใหม่อีกรอบน่ะ 

สิ่งที่ได้จากการจัดฟัน :: 
  1. หน้าเข้ารูปขึ้น เรียวขึ้นนิดหนึ่ง ถ้าถอนฟันเยอะกว่านี้ แล้วดึงฟันเข้ามากกว่านี้ จะเรียวกว่านี้นะคะ
  2. ยิ้มมั่นใจขึ้น ฟันเรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม
  3. รับประทานอาหารไม่ค่อยติดฟันแล้ว มั่นใจกว่าเดิม
ข้อเสียของการจัดฟัน ::
  1. เจ็บ ปวด ทรมาน กินข้าว กินอาหารลำบาก วันแรก ๆ ดูดน้ำยังปวด ฟันโดนกันทีน้ำตาไหล
  2. ต้องมีวินัย ไปหาหมอตลอดทุกเดือน
  3. ห้ามกินของแข็ง ห้ามกัดฝรั่ง แอ๊ปเปิ้ล มะม่วง
  4. พูดไม่ค่อยชัด
  5. เหล็กชอบเกี่ยวปาก ทำให้เป็นแผล ร้อนใน อาจส่งผลเรื่องกลิ่นปาก
  6. ต้องใส่รีเทนเนอร์ตลอดชีวิต
  7. กินอาหารยากลำบากกว่าเดิม ต้องดูแลตัวเองเยอะขึ้น
  8. เสียเงินทุกเดือน
  9. ฟันไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เพราะรากฟันมีการขยับ ต้องอาศัยเวลา
สิ่งที่ได้จากการฉีดฟิลเลอร์ ::
  1. คางดูแหลมขึ้น ยาวขึ้น
  2. ฟิลเลอร์ทำให้หน้าดูมีมิติขึ้น สามารถฉีดได้หลายจุดบนใบหน้า
  3. จัดฟันอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลในเรื่องความหน้าเรียว หรือ คางพุ่ง แต่ฟิลเลอร์เห็นผลทันที 
ข้อเสียของฟิลเลอร์ :: 
  1. ต้องฉีดซ้ำ เพราะจะสลายหายไปได้ด้วยตัวมันเอง (เสียเงินซ้ำ วนไปค่ะ)
  2. ตอนฉีดเจ็บพอสมควร แต่หมอก็ใส่ยาชาให้อยู่
  3. ฉีดแล้วมีโอกาสแพ้ได้ในบางคน
  4. มีราคาสูง
ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ควรไตร่ตรองก่อนเริ่มคิดจะทำอะไรนะคะ หมอสำคัญมาก ฟิลเลอร์ปลอมทำหน้าพังได้นะคะ ฟิลเลอร์แท้ จะมีราคาค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น เลือกหมอและคลินิกที่ไว้ใจได้เท่านั้น การฉีดควรให้แพทย์ฉีด และสถานที่สะอาด ปลอดภัย 

การเลือกสียางจัดฟัน :: ตลอดเวลาที่จัดฟัน แรก ๆ จะชอบใส่สี ๆ เพราะคิดว่าน่ารักดี สีที่ถูกใจใส่แล้วดูโอเคกับอั้มสุดคือสีแดง และ สีม่วง และสีชมพู หลัง ๆ จะชอบใช้แบบใส ๆ มากกว่า เพราะยิ้มแล้วมั่นใจกว่า แต่ถ้ากินพวกแกงส้ม หรืออาหารที่มีสีแรง ๆ ยางจะเปลี่ยนสีตามได้น่ะ ตรงนี้ก็ต้องระวัง

สุดท้ายนี้ ใครที่ติดตามกันมาตลอด คงจะเห็นพัฒนาการของอั้มที่มีขึ้นมาเรื่อย ๆ จากคนหน้ากลม ๆ จนตอนนี้หน้าเริ่มเรียว หากมีคำถามเพิ่มเติม Inbox มาถามได้ที่เพจนะคะ https://www.facebook.com/Aumbellezza/ จะตอบให้ทุกสิ่งที่ตอบได้แน่นอนค่ะ

----------------------------------------

ถ้าเราจัดฟันเฉย ๆ คางจะไม่สามารถพุ่งเป็นก้อนออกมาได้แบบนี้ เพราะของเดิมคางมันงุ้มเข้าไปด้านใน  การที่เราจะมีคางชัดแบบนี้ได้ ต้องเสริมคาง และฟิลเลอร์


สมัยนั้น คิ้วก็ไม่มี มีการเอาหน้าเทียบความกลมกับดอกทานตะวันอีกน่ะ



บางทีหน้าก็กลมเกินไป



ยิ้มอย่างไงก็ไม่สวย เพราะฟันมันเกินออกมา



หน้ากลมมาก กลมเท่าลูกกระท้อนเลย



ภาพนี้คือก่อนจะถอดเหล็กนะคะ ยิ้มก็ยังไม่ สวยเท่าไหร่ เพราะยังมีเหล็กอยู่ ทำให้ปากยังอูม ๆ อยู่



มาดูตอนนี้บ้างสิ หลังจัดฟันเสร็จแล้ว ถึงจะไม่ยิ้มปากก็ดูเป็นทรงขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่มีเหล็กมาทำให้ปากอูม 



ถึงแม้จะใส่รีเทนเนอร์ ปากก็ไม่อูมเท่าตอนใส่เหล็ก


ยิ้มมั่นใจขึ้นกว่าเดิมมาก เหลือแค่ตีนกา ต้องหาเวลาไป Botox


หลังจากจัดฟันแล้ว อั้มรู้สึก รักตัวเองมากขึ้น ชอบที่ฟันดูเป็นระเบียบ แล้วก็ยิ้มได้มั่นใจขึ้น ชอบที่จะยิ้มมากขึ้น



จะหน้านิ่ง หรือ หน้ายิ้มก็ไหวอยู่ 



เมื่อก่อนจะเห็นว่าอั้มถ่ายรูปไม่ค่อยยิ้มเพราะ 1. ตีนกา 2. ฟันไม่สวย ตอนที่จัดฟันเหล็กชอบเกี่ยวเป็นแผลด้วยค่ะ แต่ต่อไปนี้ จะยิ้มให้มากขึ้น เพราะ เราว่า การยิ้มทำให้โลกสดใส 



ความสวย ความมีวินัย + ความสม่ำเสมอ + ความเจ็บปวด + ความอดทน 
(นี่คือสมการที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง)



ตอนนี้คิดออกแค่นี้ เดี๋ยวคิดอะไรออกอีกเดี๋ยวจะมาเพิ่มเติมให้นะคะ หรือใครสอบถามอะไรมาเพิ่มเติมถ้ามีประโยชน์จะเอามาลงเพิ่มให้อีกทีค่ะ


Follow or Contact me
❀ Website ❀  ::  www.aumbellezza.com
❀ Blog ❀  ::  http://aumbellezza.blogspot.com/
❀ Facebook  ❀ :: www.facebook.com/Aumbellezza
❀ Instagram ❀ :: http://instagram.com/aum_bellezza
❀ E-mail ❀  ::  aumbellezza@gmail.com

MARI themes

{facebook#http://www.facebook.com/aumbellezza} {instagram#http://www.instagram.com/aum_bellezza}
Powered by Blogger.