วันที่ 2 :: 4,088 โค้ง เที่ยวปลายฝน ต้นหนาว เชียงใหม่ ปาย ปางอุ๋ง ทุ่งบัวตอง อินทนนท์ 4 วัน 3 คืน

เริ่มต้นกันวันที่ 2 กับบรรยากาศหนาวเย็น แบบพูดทีควันออกจากปากกันเลยทีเดียว วันนี้ตื่นแต่เช้าเพราะอยากซึมซับกับบรรยากาศให้นานที่สุด  กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผ่านมาพันโค้ง จนร่างแทบไม่ไหว จะมัวมานอนอยู่ไม่ได้  ตี 4 ป้าตื่นแล้วจ้าาาาาาาา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใย จึงมีพระราชดาริให้รวบรวมราษฎรกลุ่มต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ และพัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพ ปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ โดยในการนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง จึงเกิดโครงการจัดหมู่บ้านรวมไทยขึ้น ตั้งแต่บัดนั้นมา โดยมีพระราชประสงค์สร้างความมั่นคงแนวชายแดน พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎร ให้ดีขึ้นและฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป ในส่วนของความรับผิดชอบและประสานงานในพื้นที่นั้น ทรงมีพระราชดาริให้หน่วยทหาร จากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ฯ ( ทหารเสือราชินี ) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในส่วนมวลชนและหน่วยงานราชการ นอกจากนั้นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าประมาณ 70.000 กว่าไร่บริเวณนั้นและให้การสนับสนุนโครงการ ฯ ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่หมู่บ้านคือ โครงการพระราชดาริ ปางตอง 2 จาก สานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ( กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช )



ตื่นมา อาบน้ำ แต่งตัวสักพัก ประมาณตี 5 ก็เริ่มออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์กัน ช่วงเช้าจะมีชาวบ้านเริ่มออกมาเปิดร้านกันบ้างแล้ว มีชุดสำหรับใส่บาตรด้วย มีพระมายืนรอแถว ๆ จุดที่ร้านขายของเลยค่ะ  ชุดล่ะ 35 บาท 3 ชุด 100 บาทค่ะ


อากาศยามเช้า เย็นสบายมาก ๆ ดาวเต็มท้องฟ้า ใครอยู่กรุงเทพฯ อาจไม่เคยเห็นดาวเยอะขนาดนี้ และใกล้ขนาดนี้ ลองมาปางอุ๋งดูค่ะ ดาวเยอะมาก สวยสว่าง เต็มไปหมด  พระอาทิตย์ใกล้จะขึ้นมาแล้ว ดาวก็ยังสามารถมองเห็นได้อยู่ ผู้คนเริ่มออกมาตักบาตรกันแล้ว


ตักบาตรพระเสร็จ ก็เดินไปที่อ่างเก็บน้ำ ยังไม่มีคนออกมากันเลย เรานี่เรียกได้ว่า มาคนแรก ๆ เลย นั่งแพชมวิว ลำละ 150 บาท นั่งได้ 2 คน ไม่ได้ขึ้นมากันบ่อย ๆ ก็น่าจะนั่งกันสักหน่อยเนอะ  จะมีคนพายแพ พาเราไปวนรอบ ๆ อ่างเก็บน้ำ ไปแป๊ปหนึ่งก็กลับ มาส่งตรงจุดที่ขึ้นค่ะ


คนนั่งแพกันเยอะมาก ๆ พอฟ้าเริ่มสว่าง พวกพี่ ๆ เขาก็จะนำแพออกให้บริการค่ะ


ตรงนี้เป็นที่พักของ บ้านรวมไทย เราสามารถจองได้ผ่านทางโครงการ แบบอยู่ติดอ่างเก็บน้ำเลยค่ะ แต่ถ้าเต็มไม่ต้องซีค่ะ ก็สามารถกางเต้นท์ หรือ เช่าโฮมสเตย์ของหมู่บ้านได้ เดินมานิดเดียวเอง ไม่ได้กว้าง หรือ ไกลอะไรมาก


พระอาทิตย์เริ่มขึ้น ก็จะเห็นหมอกเยอะขึ้น ชัดขึ้น


พระอาทิตย์ส่องแสงกระทบกับผิวน้ำและหมอก สาดส่องผาดทิวสน สวยงาม ดังภาพวาด


แสงแดดเริ่มแรงขึ้นแล้ว แต่ความสวยยังไม่ลดลง


หงษ์ดำ เป็นสัญลักษณ์ประจำปางอุ๋งแล้วใช่ไหมเนี่ย ปรากฏตัวตรงไหน มีแต่คนรุมถ่ายรูป หงษ์ขาว ไม่ได้ออกมาให้ยลโฉมเลย ถามคุณลุงที่แพ บอกว่า นางฟักไข่อยู่ ถ้านางมีลูกออกมา เยอะ ๆ ต่อไปเราก็จะเห็นหงษ์ขาวเต็มไปหมด โอกาสได้เจอและถ่ายรูปก็เยอะขึ้นไปด้วย ดีใจจัง อยากเห็นหงษ์น้อย ๆ ลอยบนผิวน้ำยามเช้า กับแสงหมอกเบา ๆ คงสวยงามน่าดู


แดดเริ่มแรงเข้าไปทุกที คนก็เริ่มลดน้อยลง


เหมือนจะเหลือเราอยู่ลำพัง


จะถ่ายมุมไหน ตรงไหนก็ได้



แต่พอแสงแดดเริ่มแรง ความสวยงามเริ่มลดหายลงไปตามกาลเวลา จากแสงยามเช้าสาดแสงสีทอง ก็กลายเป็นแสงขาว ๆ แต่แสงแบบนี้ถ่ายรูปคนสวยกว่าแสงสีทองนะจะบอกให้


กลับมาที่บ้านลุงปาละ ที่นี่มีต้นไผ่แบบใหญ่มาก เกิดมาพึ่งเคยเห็นต้นไผ่ใหญ่ขนาดนี้


ก่อนจะกลับขอถ่ายรูปกับบริเวณทางเข้าปางอุ๋ง จุดแรกที่เข้ามาจะเจอกับบ้านลุงปาละก่อนเลยเป็นอันดับแรง


หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วเราก็มุ่งหน้าออกกันไปที่บ้านชาสา รักไทย ก่อนถึงที่นี่จะเจอป้ายทางเข้า สวยงามมีรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ติดอยู่ด้านบนด้วย


ขับเขามาอีกนิดหนึ่ง สังเกตุป้ายด้านซ้ายให้ดี อันนั้นคือบ้าน ชาสา รักไทย ที่มีไร่ชา เป็นบ้านสไตย์จีนสวย ๆ ที่เขาว่าจองที่พักที่นี่ยากมาก เพราะเต็มตลอด มีโอกาสแอบเดินขึ้นไปชมมา ก็สวยจริง ๆ นะคะ แต่จุดพีคที่นี่คือ ช่วงเช้าตรู่ ที่จะได้สัมผัสกับอากาศหนาวและหมอกนั่นเองค่ะ แต่ถ้าสาย ๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรนะคะ


กลางวันก็จะเห็นเป็นบ้านตัดกับท้องฟ้า ก็ถือว่ายังสวยอยู่น่ะ แต่ในหมู่บ้านไม่ค่อยมีอะไรให้เที่ยวให้ทำเท่าไหร่เลย ถ้าไป 1 คืนก็เพียงพอแล้ว


ใครมาแล้วเจอหมอกหนาๆ ก็นับว่าโชคดี


ห้องพักมีแค่ไม่กี่ห้องเอง แต่ละหลังจะอยู่ไม่ติดกัน ลดหลั่นกันไปตามระดับพื้นที่ บ้านสร้างบนเนินเขา 


เดินถ่ายรูปเล่นสักพักก็มาชิมชา และรับประทานอาหารที่ร้าน ลีไวน์รักไทย 


ตรงร้านอาหาร วิวที่กินข้าว สวยดีค่ะ เหมือนไม่ได้อยู่ประเทศไทยเลย ต้นไม้ที่เห็นด้านบนคือ ซากุระเมืองไทยนะคะ  ใบเริ่มร่วงจะหมดแล้ว ดอกน่าจะออกมาให้ได้ชมกันเร็ว ๆ นี้


มองไปทางไหนก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ


คุณแม่ขายของ คุณลูกหลับปุ๋ย ชอบจัง หลับแบบไม่ตื่นเลยแล้วก็ทรงตัวดีด้วยน่ะ ไม่มีหัวผงกหรือเอียงกะเท่เร่เลย


ชายอดน้ำค้าง เห็นคนซื้อเยอะ เขาบอกมีกลิ่นหอม และยังช่วงลดระดับโคเลสเตอรอล และก็ช่วงบำรุงผิวพรรณอีกด้วย


ก่อนจะซื้อ ทางร้านก็มีชงให้ลองดื่มดูก่อนด้วย ลองดื่มแล้วหอมมาก จัดไป 3 ห่อ


อาหารที่สั่งในวันนี้คือ ขาหมู มั่นโถ ของสุดฮิตของบ้านจีนยูนาน ที่นี่อร่อยน่ะ อั้มชอบกว่าที่ปายอ่ะ รสชาติดีกว่า กินแล้วถูกลิ้นกว่า


กินข้าวเสร็จก็ยังมีร้านกาแฟ ที่อยู่ติดกัน


วิวดี๊ดี อากาศก็ดี ทุกอย่างเลยดีไปหมด


เมื่อทานอาหาร และซื้อของฝากจนพอใจ ก็เริ่มขับรถกันต่อ มุ่งหน้าสู่ทุ่งดอกบัวตอง ขับไปเรื่อย ๆ แวะพักบ้างไรบ้างเกือบตลอดทาง เพราะความเมารถ และความหิว ทำให้หยุดรถบ่อยพอสมควร ขับมาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงทุ่งดอกบัวตองเหลืองอร่ามงามตา ตัดกับสีท้องฟ้าแล้ว สวยจับใจ

อั้มมาจากทางตัวเมืองแม่ฮ่องสอน จะมีป้ายบอกทางที่มุ่งหน้าสู่ ดอยแม่อูคอ โดยผ่านทางน้ำตกแม่สุรินทร์ เป็นทางที่โหดพอสมควร ถ้าใครมาช่วงเริ่มค่ำ ไม่แนะนำเลยค่ะ ทางโหดมาก แล้วน่ากลัวมาก ทางแคบชัน คดเคี้ยว สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี ตอนแรกนึกว่าหลง จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้ เจอหมู่บ้านถามใครก็คุยไม่รู้เรื่องเลย โชคดีเจอฝรั่งขับรถผ่านมา ได้คุยกันจนรู้ว่า ขับอีกสักพักก็ถึง สักพักคือ 1 ชั่วโมงงี้ แต่ในที่สุดก็มาถึงแหละนะ


มาถึงปุ๊ป จอดรถให้เรียบร้อยแล้วก่อน อย่าลืมดึงเบรกมือด้วยเน้อ ด้วยความปรารถนาดี จากหม่อมถ้วยฟู



จอดรถเรียบร้อยก็รีบเดินขึ้นมายังจุดชมวิว รีบไปหน่อยเหนื่อยสุด ๆ ขาสั่น และหายใจแทบไม่ทัน


มีศาลาที่ประทับอยู่ด้านบนสุด


ถ้ามาแล้วก็ไม่อยากให้พลาดนะคะ ควรขึ้นมายังจุดสูงสุดด้วย


เพราะวิวที่เราเห็น จะแตกต่างจากการมองจากด้านล่างขึ้นมาข้างบน ถึงแม้จะเหนื่อยเพียงไหน ก็ถือว่าคุ้มค่า มีเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น แล้วดอกบัวตอง ก็ไม่ได้บานตลอดทั้งปีด้วย


ถ้าหากจะมาชมทุ่งบัวตอง อั้มแนะนำว่า ให้ได้ข้อมูล 100% ก่อนว่าดอกบัวตองบานแล้ว เพราะถ้ามาแล้วไม่บานจะเสียความรู้สึกมาก ๆ เพราะที่นี่ไม่มีอะไรเลย นอกจากดอกบัวตองที่เหลืองอร่ามงามตา


เสื้อผ้าใส่แบบธรรมดาได้น่ะ ไม่ได้หนาวอะไรมากมาย ประมาณกลางเดือนธันวา ดอกบัวตองก็จะหายหมดแล้วน่ะ ร่วงโรยไปตามกาลเวลา


ชอบจัง การรวมตัวกันของดอกบัวตอง ทำให้ดอยแม่อูคอ สวยสะพรั่ง เหลืองไปทั่งดอย


ยังอยากจะเก็บความประทับใจ ความรู้สึกทั้งหมดไว้ในความทรงจำตอนนี้อีกสักพัก อยากพักให้หายเหนื่อย แต่เราต้องไป ดอยอินทนนท์กันต่อ ตอนนี้ก็จะ 17.00 น.แล้ว ต้องรีบอีกแล้วหรอเนี่ย


บนเขาเราไม่ชำนาญเส้นทาง เปิด Google Map ช่วยตลอดการเดินทาง ถ้ามืดแล้วการคมนาคม คงลำบากขึ้นไปอีก


สุดท้ายแล้วเราก็ต้องลาจากกันไป แล้วพบกันใหม่ ถ้ามีโอกาส 


คลิปวีดีโอ พาชมทุ่งดอกบัวตอง่ ดอยแม่อูคอ



บล็อกต่อไป เป็นตอน ดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน 

เริ่มต้นกันวันที่ 2 กับบรรยากาศหนาวเย็น แบบพูดทีควันออกจากปากกันเลยทีเดียว วันนี้ตื่นแต่เช้าเพราะอยากซึมซับกับบรรยากาศให้นานที่สุด กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผ่านมาพันโค้ง จนร่างแทบไม่ไหว จะมัวมานอนอยู่ไม่ได้ ตี 4 ป้าตื่นแล้วจ้าาาาาาาา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใย จึงมีพระราชดาริให้รวบรวมราษฎรกลุ่มต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ และพัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพ ปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ โดยในการนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง จึงเกิดโครงการจัดหมู่บ้านรวมไทยขึ้น ตั้งแต่บัดนั้นมา โดยมีพระราชประสงค์สร้างความมั่นคงแนวชายแดน พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎร ให้ดีขึ้นและฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป ในส่วนของความรับผิดชอบและประสานงานในพื้นที่นั้น ทรงมีพระราชดาริให้หน่วยทหาร จากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ฯ ( ทหารเสือราชินี ) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในส่วนมวลชนและหน่วยงานราชการ นอกจากนั้นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าประมาณ 70.000 กว่าไร่บริเวณนั้นและให้การสนับสนุนโครงการ ฯ ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่หมู่บ้านคือ โครงการพระราชดาริ ปางตอง 2 จาก สานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ( กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ) ตื่นมา อาบน้ำ แต่งตัวสักพัก ประมาณตี 5 ก็เริ่มออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์กัน ช่วงเช้าจะมีชาวบ้านเริ่มออกมาเปิดร้านกันบ้างแล้ว มีชุดสำหรับใส่บาตรด้วย มีพระมายืนรอแถว ๆ จุดที่ร้านขายของเลยค่ะ ชุดล่ะ 35 บาท 3 ชุด 100 บาทค่ะ อากาศยามเช้า เย็นสบายมาก ๆ ดาวเต็มท้องฟ้า ใครอยู่กรุงเทพฯ อาจไม่เคยเห็นดาวเยอะขนาดนี้ และใกล้ขนาดนี้ ลองมาปางอุ๋งดูค่ะ ดาวเยอะมาก สวยสว่าง เต็มไปหมด พระอาทิตย์ใกล้จะขึ้นมาแล้ว ดาวก็ยังสามารถมองเห็นได้อยู่ ผู้คนเริ่มออกมาตักบาตรกันแล้ว ตักบาตรพระเสร็จ ก็เดินไปที่อ่างเก็บน้ำ ยังไม่มีคนออกมากันเลย เรานี่เรียกได้ว่า มาคนแรก ๆ เลย นั่งแพชมวิว ลำละ 150 บาท นั่งได้ 2 คน ไม่ได้ขึ้นมากันบ่อย ๆ ก็น่าจะนั่งกันสักหน่อยเนอะ จะมีคนพายแพ พาเราไปวนรอบ ๆ อ่างเก็บน้ำ ไปแป๊ปหนึ่งก็กลับ มาส่งตรงจุดที่ขึ้นค่ะ คนนั่งแพกันเยอะมาก ๆ พอฟ้าเริ่มสว่าง พวกพี่ ๆ เขาก็จะนำแพออกให้บริการค่ะ ตรงนี้เป็นที่พักของ บ้านรวมไทย เราสามารถจองได้ผ่านทางโครงการ แบบอยู่ติดอ่างเก็บน้ำเลยค่ะ แต่ถ้าเต็มไม่ต้องซีค่ะ ก็สามารถกางเต้นท์ หรือ เช่าโฮมสเตย์ของหมู่บ้านได้ เดินมานิดเดียวเอง ไม่ได้กว้าง หรือ ไกลอะไรมาก พระอาทิตย์เริ่มขึ้น ก็จะเห็นหมอกเยอะขึ้น ชัดขึ้น พระอาทิตย์ส่องแสงกระทบกับผิวน้ำและหมอก สาดส่องผาดทิวสน สวยงาม ดังภาพวาด แสงแดดเริ่มแรงขึ้นแล้ว แต่ความสวยยังไม่ลดลง หงษ์ดำ เป็นสัญลักษณ์ประจำปางอุ๋งแล้วใช่ไหมเนี่ย ปรากฏตัวตรงไหน มีแต่คนรุมถ่ายรูป หงษ์ขาว ไม่ได้ออกมาให้ยลโฉมเลย ถามคุณลุงที่แพ บอกว่า นางฟักไข่อยู่ ถ้านางมีลูกออกมา เยอะ ๆ ต่อไปเราก็จะเห็นหงษ์ขาวเต็มไปหมด โอกาสได้เจอและถ่ายรูปก็เยอะขึ้นไปด้วย ดีใจจัง อยากเห็นหงษ์น้อย ๆ ลอยบนผิวน้ำยามเช้า กับแสงหมอกเบา ๆ คงสวยงามน่าดู แดดเริ่มแรงเข้าไปทุกที คนก็เริ่มลดน้อยลง เหมือนจะเหลือเราอยู่ลำพัง จะถ่ายมุมไหน ตรงไหนก็ได้ แต่พอแสงแดดเริ่มแรง ความสวยงามเริ่มลดหายลงไปตามกาลเวลา จากแสงยามเช้าสาดแสงสีทอง ก็กลายเป็นแสงขาว ๆ แต่แสงแบบนี้ถ่ายรูปคนสวยกว่าแสงสีทองนะจะบอกให้ กลับมาที่บ้านลุงปาละ ที่นี่มีต้นไผ่แบบใหญ่มาก เกิดมาพึ่งเคยเห็นต้นไผ่ใหญ่ขนาดนี้ ก่อนจะกลับขอถ่ายรูปกับบริเวณทางเข้าปางอุ๋ง จุดแรกที่เข้ามาจะเจอกับบ้านลุงปาละก่อนเลยเป็นอันดับแรง หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วเราก็มุ่งหน้าออกกันไปที่บ้านชาสา รักไทย ก่อนถึงที่นี่จะเจอป้ายทางเข้า สวยงามมีรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ติดอยู่ด้านบนด้วย ขับเขามาอีกนิดหนึ่ง สังเกตุป้ายด้านซ้ายให้ดี อันนั้นคือบ้าน ชาสา รักไทย ที่มีไร่ชา เป็นบ้านสไตย์จีนสวย ๆ ที่เขาว่าจองที่พักที่นี่ยากมาก เพราะเต็มตลอด มีโอกาสแอบเดินขึ้นไปชมมา ก็สวยจริง ๆ นะคะ แต่จุดพีคที่นี่คือ ช่วงเช้าตรู่ ที่จะได้สัมผัสกับอากาศหนาวและหมอกนั่นเองค่ะ แต่ถ้าสาย ๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรนะคะ กลางวันก็จะเห็นเป็นบ้านตัดกับท้องฟ้า ก็ถือว่ายังสวยอยู่น่ะ แต่ในหมู่บ้านไม่ค่อยมีอะไรให้เที่ยวให้ทำเท่าไหร่เลย ถ้าไป 1 คืนก็เพียงพอแล้ว ใครมาแล้วเจอหมอกหนาๆ ก็นับว่าโชคดี ห้องพักมีแค่ไม่กี่ห้องเอง แต่ละหลังจะอยู่ไม่ติดกัน ลดหลั่นกันไปตามระดับพื้นที่ บ้านสร้างบนเนินเขา เดินถ่ายรูปเล่นสักพักก็มาชิมชา และรับประทานอาหารที่ร้าน ลีไวน์รักไทย ตรงร้านอาหาร วิวที่กินข้าว สวยดีค่ะ เหมือนไม่ได้อยู่ประเทศไทยเลย ต้นไม้ที่เห็นด้านบนคือ ซากุระเมืองไทยนะคะ ใบเริ่มร่วงจะหมดแล้ว ดอกน่าจะออกมาให้ได้ชมกันเร็ว ๆ นี้ มองไปทางไหนก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ คุณแม่ขายของ คุณลูกหลับปุ๋ย ชอบจัง หลับแบบไม่ตื่นเลยแล้วก็ทรงตัวดีด้วยน่ะ ไม่มีหัวผงกหรือเอียงกะเท่เร่เลย ชายอดน้ำค้าง เห็นคนซื้อเยอะ เขาบอกมีกลิ่นหอม และยังช่วงลดระดับโคเลสเตอรอล และก็ช่วงบำรุงผิวพรรณอีกด้วย ก่อนจะซื้อ ทางร้านก็มีชงให้ลองดื่มดูก่อนด้วย ลองดื่มแล้วหอมมาก จัดไป 3 ห่อ อาหารที่สั่งในวันนี้คือ ขาหมู มั่นโถ ของสุดฮิตของบ้านจีนยูนาน ที่นี่อร่อยน่ะ อั้มชอบกว่าที่ปายอ่ะ รสชาติดีกว่า กินแล้วถูกลิ้นกว่า กินข้าวเสร็จก็ยังมีร้านกาแฟ ที่อยู่ติดกัน วิวดี๊ดี อากาศก็ดี ทุกอย่างเลยดีไปหมด เมื่อทานอาหาร และซื้อของฝากจนพอใจ ก็เริ่มขับรถกันต่อ มุ่งหน้าสู่ทุ่งดอกบัวตอง ขับไปเรื่อย ๆ แวะพักบ้างไรบ้างเกือบตลอดทาง เพราะความเมารถ และความหิว ทำให้หยุดรถบ่อยพอสมควร ขับมาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงทุ่งดอกบัวตองเหลืองอร่ามงามตา ตัดกับสีท้องฟ้าแล้ว สวยจับใจ อั้มมาจากทางตัวเมืองแม่ฮ่องสอน จะมีป้ายบอกทางที่มุ่งหน้าสู่ ดอยแม่อูคอ โดยผ่านทางน้ำตกแม่สุรินทร์ เป็นทางที่โหดพอสมควร ถ้าใครมาช่วงเริ่มค่ำ ไม่แนะนำเลยค่ะ ทางโหดมาก แล้วน่ากลัวมาก ทางแคบชัน คดเคี้ยว สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี ตอนแรกนึกว่าหลง จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้ เจอหมู่บ้านถามใครก็คุยไม่รู้เรื่องเลย โชคดีเจอฝรั่งขับรถผ่านมา ได้คุยกันจนรู้ว่า ขับอีกสักพักก็ถึง สักพักคือ 1 ชั่วโมงงี้ แต่ในที่สุดก็มาถึงแหละนะ มาถึงปุ๊ป จอดรถให้เรียบร้อยแล้วก่อน อย่าลืมดึงเบรกมือด้วยเน้อ ด้วยความปรารถนาดี จากหม่อมถ้วยฟู จอดรถเรียบร้อยก็รีบเดินขึ้นมายังจุดชมวิว รีบไปหน่อยเหนื่อยสุด ๆ ขาสั่น และหายใจแทบไม่ทัน มีศาลาที่ประทับอยู่ด้านบนสุด ถ้ามาแล้วก็ไม่อยากให้พลาดนะคะ ควรขึ้นมายังจุดสูงสุดด้วย เพราะวิวที่เราเห็น จะแตกต่างจากการมองจากด้านล่างขึ้นมาข้างบน ถึงแม้จะเหนื่อยเพียงไหน ก็ถือว่าคุ้มค่า มีเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น แล้วดอกบัวตอง ก็ไม่ได้บานตลอดทั้งปีด้วย ถ้าหากจะมาชมทุ่งบัวตอง อั้มแนะนำว่า ให้ได้ข้อมูล 100% ก่อนว่าดอกบัวตองบานแล้ว เพราะถ้ามาแล้วไม่บานจะเสียความรู้สึกมาก ๆ เพราะที่นี่ไม่มีอะไรเลย นอกจากดอกบัวตองที่เหลืองอร่ามงามตา เสื้อผ้าใส่แบบธรรมดาได้น่ะ ไม่ได้หนาวอะไรมากมาย ประมาณกลางเดือนธันวา ดอกบัวตองก็จะหายหมดแล้วน่ะ ร่วงโรยไปตามกาลเวลา ชอบจัง การรวมตัวกันของดอกบัวตอง ทำให้ดอยแม่อูคอ สวยสะพรั่ง เหลืองไปทั่งดอย ยังอยากจะเก็บความประทับใจ ความรู้สึกทั้งหมดไว้ในความทรงจำตอนนี้อีกสักพัก อยากพักให้หายเหนื่อย แต่เราต้องไป ดอยอินทนนท์กันต่อ ตอนนี้ก็จะ 17.00 น.แล้ว ต้องรีบอีกแล้วหรอเนี่ย บนเขาเราไม่ชำนาญเส้นทาง เปิด Google Map ช่วยตลอดการเดินทาง ถ้ามืดแล้วการคมนาคม คงลำบากขึ้นไปอีก สุดท้ายแล้วเราก็ต้องลาจากกันไป แล้วพบกันใหม่ ถ้ามีโอกาส คลิปวีดีโอ พาชมทุ่งดอกบัวตอง่ ดอยแม่อูคอ บล็อกต่อไป เป็นตอน ดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน