สวัสดีค่ะ ช่วงนี้ใคร ๆ ก็ทักว่าสวยขึ้น จริง ๆ ก็ทักกันมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้วแหละ นี่ก็ขี้เกียจบอกบ่อย ๆ ไงว่าทำอะไรมาบ้าง วันนี้ได้ฤกษ์อัพบล็อก เลยมาแชร์ประสบการณ์ให้ได้ทราบกัน จะได้สวยไปด้วยกันเนอะ เผื่อใครกำลังอยากพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ก็ลองอ่านบล็อกนี้เป็นทางเลือกดูได้ ก่อนคิดจะทำอะไร หาข้อมูลเยอะ ๆ แล้วเลือกหมอให้ดีที่สุด อย่ามองเพียงแค่ "เงิน" เพราะค่าบริการเป็นเพียงปัจจัยทางอ้อม ไม่ใช่ปัจจัยหลังนะคะ  บางคนทำแล้วสวย เสียครั้งเดียวจบ บางคนทำแล้วไม่ดี ยิ่งทำยิ่งแย่ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เพราะฉะนั้น อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง จงเลือกที่ตัว หมอ เถอะ เชื่อเจ้

หลังจากที่อั้มไปจัดฟันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 นับเวลารวม ๆ แล้วประมาณ 2 ปี ตอนนี้ก็ได้ถอดเหล็ดจัดฟันออกเรียบร้อยแล้ว อั้มเลยมาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อน  ๆ ที่กำลังสนใจได้อ่านกัน ก่อนหน้านี้อั้มมีปัญหาคือหน้ากลมมาก ขนาดมีคนแซวว่า หน้าเหมือนเอาวงเวียนมาปักที่จมูกแล้ววนเป็นวงกลม ๆ นี่ถึงกับกรี๊ดดดดดด ไม่ไหวแล้ว ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว  ก็เลยคิดว่าอันดับแรกต้องจัดฟันก่อน เพราะมีปัญหาฟันเกย์ออกมา 1 ซี่ แล้วฟันล่างไม่ค่อยเป็นระเบียบ คือเวลายิ้มแล้วมันไม่สวย มองเห็นชัดมาก ว่ามีฟันเกินออกมา 1 ซี่ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในชีวิต

หลังจากเริ่มคิดจะจัดฟัน ก็หาข้อมูลกันก่อน เริ่มแรกก็ต้องหาข้อมูลคลินิกที่มีหมอเก่งๆ แล้วอยู่ใกล้บ้าน เพราะ ต้องไปหาหมอทุกเดือน แล้วเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกล่ะ เช่น เหล็กหลุด เหล็กงอ เราก็ทำเองไม่ได้ไง ก็ต้องพึ่งหมอ เพราะฉะนั้นการเลือกคลินิกก็สำคัญนะคะ  อั้มเลือก ทำที่ Dental One+ ตรงปากซอยงามวงศ์วาน 27 ติดกับเด่นสูท ตอนแรกเขาเป็นคลินิกเดียวกับ Dental plus หน้าปากซอยค่ะ แล้วแยกออกมา ซึ่งที่นี่มีหมอหลายท่าน ก็เลือกหมอแล้วดูว่าหมอเข้าวันไหนก็ได้ค่ะ ที่นี่ค่อนข้างดัง อั้มผ่านหน้าปากซอยทุกวัน เห็นคนมาจัดกันเยอะ แล้วลองดูผลงานที่ผ่านมาก็ค่อนข้างชอบ เลยเลือกที่นี่แหละ เพราะหลังจากนั้น เราจะต้องมาทุกเดือน แล้วถ้ามีปัญหาเหล็กหลุด หรือมีปัญหาอะไร ก็ง่ายต่อการบริการอีกด้วย (เลือกหมอแล้ว เริ่มจัดฟันแล้ว ที่นี่เปลี่ยนหมอไม่ได้นะคะ)

จากในรูปจะเห็นว่าโครงหน้าเปลี่ยน หน้าดูเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น ยิ้มสวยขึ้น แต่น้ำหนักมากกว่าเดิมน่ะ ใครว่าจัดฟันแล้วน้ำหนักลด อันนี้อั้มว่า แล้วแต่คนมากกว่าน่ะ เพราะอั้มน้ำหนักไม่ลด




เมื่อเริ่มอายุมาก (อายุ 30) ป้าก็อยากสวย เหมือนสาว ๆ วัยรุ่น แต่ฟันป้า จากตอนสาว ๆ ฟันก็สวยดี แต่พออายุเริ่มมาก ทำไมฟันป้ามัน เริ่มทะเลาะวิวาทกัน จับคู่กันเอง วิ่งหนีกันบ้าง งอลกันบ้าง ป้าเลยต้องไปปรึกษาหมอฟัน
เริ่มแรก ป้าก็ไปปรึกษาหมอที่คลินิกหนึ่ง ย่านงามวงศ์วาน คุณหมอก็ให้ ป้าอ้าปากกว้าง ๆ ป้าก็ตกใจ ป้าก็ทำตามแหละนะ หมอก็ดูในปากอย่างละเอียด แล้วสรุปมาให้ป้าฟังว่า
- ฟันคุดมีอยู่ น่าจะทิ้งไว้นานแล้ว ฟันที่คุดมันแทงไปทางฟันที่ดี ทำให้ฟันเริ่มเบียดกัน
- แล้วก็มีฟันที่เคยถูกถอนสมัย 10 กว่าปีที่แล้ว และไม่ได้ใส่ฟันปลอม ทำให้เกิดฟันล้ม
  • ป้าบอกตรง ๆ ป้ากลัวการถอนฟันคุดที่สุดใน 3 โลก ป้าขอหมอไม่ถอน ป้าก็หายไปประมาณ 3 เดือน ไปปรึกษาหมออีกคลินิกหนึ่ง ก็พูดน่ากลัวกว่าเดิมอีกค่ะ ฟันคุดอาจโดนเส้นประสาท อาจทำให้หน้าเราเบี้ยว อะไรก็ไม่รู้ ป้ากลัวมาก หมอเลยจับ เอ็กซเรย์ ให้ป้าดู ป้าแทบช็อค เหมือนโดนมนต์สะกด ป้าตกลง ผ่าฟันคุดทันที

  • ตอนผ่าฟันคุด ป้าอยากบอกว่า เหมือนเขาเอาจอบ เสียม มาพรวนดิน ในปากยังไงก็ไม่รู้ มีพวกสว่าน เครื่องมือช่าง มาแยกชิ้นฟัน ดึงฟันที หน้าป้านี่ลอยตามมือหมอขึ้นมาเลย ตอกทีสั่นสะเทือนยิ่งกว่าแผ่นดินไหว หมอบอกฟันคุดเอาออก ฟันบนก็ต้องเอา ออกด้วย สรุปโดนไป 2 ซี่ บนล่าง ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกค่ะ
  • เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6 ชั่วโมง ยาชาเริ่มหมดฤทธิ์ ความปวดร้าวมาเยือน ปวดระบม ไปถึงโซนประสาทที่ 8 ป้าเลยนอนร้องไห้ ยังกะโดนทหารรุมข่มขืนทั้งกองร้อย ป้าเสียใจ ป้าเจ็บ ยาพารา มิช่วยอะไรเลยค่ะ ป้าเลยต้องไปพึ่ง ไอโปรเฟ่น แทน ซึ่งก็พอทุเราอาการได้บ้าง แต่ป้านอนไม่หลับเลยค่ะ เลือดไม่หยุดไหล กว่าจะหยุดก็ 3 วันได้ ป้าต้องทนกินโจ๊ก ปนเลือดในปากทุกวัน (เพราะหมอบอกห้ามบ้วนทิ้ง) ป้าก็เชื่อ จนทุกวันนี้ ป้าทานโจ๊กไม่ได้เลยค่ะ เห็นแล้วคลื่นไส้ เหมือนคนแพ้ท้องเลยค่ะ

เป็นช่วงที่ทรมานที่สุดเลย หน้าป้าบวม เหมือนโดนรุมตบด้วยฝ่ามืออรหัน 18 ทิศทาง ป้าไม่กล้าไปพบปะผู้คน นอนโทรมอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ ซอย 4 ทั้งวันทั้งคืน หน้ากว่าจะหายบวมได้ก็ประมาณ 5 วัน จนวันไปผ่าไหม ป้าไม่เจ็บเลย รู้สึกโล่ง แต่ต้องระวังเรื่องการกินน่ะ เพราะพวกเศษอาหารอาจไปติดในหลุมฟันที่ถูกถอนไปได้ หลังกินต้องบ้วนปากตลอด
------------------------------------------------------------------------
ผ่าฟันจบแล้ว มาต่อกันที่เริ่มจัดฟันดีกว่า แต่ขอบอกว่า หลังจากผ่าฟันคุดไป ป้ากลัวการทำฟันไปอีก 2 ปีถึงได้เริ่มมาจะจัดฟันอีกครั้ง ซึ่งพวกฟิล์มเอ็กซเรย์ต่าง ๆ ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องเริ่มทำใหม่หมด 
------------------------------------------------------------------------


เคลียร์ช่องปาก
ก่อนสงกรานต์ ป้าไปหาหมออีกรอบที่คลินิกเดิม ไม่ใช่คลินิกที่ผ่าฟันคุดน่ะ ป้ารับไม่ได้ ทำป้าทรมานมาก กับการผ่าฟัดคุดที่คลินิกนั้น เลยกลับมาคลินิกเดิม ซึ่งก็คุยกับหมออีกรอบ หมอถาม ตัดสินใจเอาจริงแล้วใช่ไหม 5555555555

ก็ตกลงกับหมอไป หมอก็จัดการนัดขูดหินปูน นัดถอนฟัน พิมพ์ฟัน เอ็กซเรย์ฟัน ทั้งหมอนี้ ไม่รวมกับราคาค่าทำจัดฟันนะคะ ป้าก็เริ่มพิมพ์ปาก ตอนพิมพ์ปาก เหมือนหมอเอาปูนพลาสเตอร์ มาโป๊ะไว้สักพักหนึ่ง แล้วก็ดึงออก ตอนดึงนี่มันติดแน่นมาก ๆ ช่วงที่หมอดึง เหมือนกับ จะเลาะฟันเราออกทั้งปากเลยก็เป็นได้ ป้าเริ่มใจหวั่น ๆ แล้ว อีหมอนี่มือหนักชะมัด และอีที่เขาเอามาพิมพ์ปากอ่ะนะ ติดแน่นมาก ให้บ้วนน้ำไป 3 ลิตร ก็ไม่หมด 

พวกขูดหินปูน หรือเคลียช่องปากนี่ธรรมดามาก ๆ  ป้าก็โดนถอนฟันไปอีก 1 ซี่ ตอนถอนนี่ก็น่ะ ฟันดี ๆ ไปถอน ก็ทรมานนิดหนึ่ง แต่ป้าพูดเลย 3 วันเอง หาย ซึ่งมันน้อยนิดเมื่อเทียบกับผ่าฟันคุด

วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 (ติดเหล็ก)
นี่เป็นการติดเหล็กครั้งแรกในชีวิตป้าเลย ป้ารู้สึกธรรมดา ๆ ไม่คิดว่า มันจะสุดยอดขนาดนี้ไง เริ่มแรก หมอก็ให้นอนอ้าปากอ่ะ เหมือนเดิม ไปหาหมอฟันทีไร ก็สั่งให้ อ้าปาก กว้าง ๆ   เมื่อป้านอนอ้าปากอยู่บนเตียง หมอก็เอาอะไรไม่รู้มาทา และก็ปิดตาป้า ทำอยู่ครึ่งชั่วโมงได้ ก็เสร็จ อันนี้ป้าติดเฉพาะด้านบนก่อนน่ะ ด้านล่างเดือนหน้าค่อยติด ป้ากลัวขากรรไกรค้าง ตอนติดเสร็จ หมอให้บ้วนปาก ป้ารู้สึกขมมาก เหมือนกินบอระเพ็ดเลย เสร็จไวมาก หมอก็บอกว่า แรก ๆ อาจจะตึง ๆ หน่อยนะคะ เราก็ค่ะ แค่ตึง ๆ จริง ๆ น่ะ ตอนทำอ่ะ ประเด็นไม่ได้อยู่วันที่ติดเหล็กเสร็จหรอก ชะตาชีวิตมันพลิก ใน รุ่งขึ้นอีกวัน 

การแปลงฟันก็ไม่ใช่สิ่งง่ายน่ะ ต้องมียาสีฟันเฉพาะ แปรงเฉพาะ ไหมขัดฟัน เพราะเวลาทานอาหาร บางทีมันชอบไปติดซอกเหล็ก ต้องแปรงตามวิธีหมอสอนด้วยน่ะ ป้าเพลีย แปลงฟันทีนานเว่อ กว่าจะทั่ว

วันที่ 15 พฤษภาคม 2557
ตื่นมาพร้อมอาการ ปากระบม แค่ฟันชนกันก็เจ็บแล้ว อย่าหวังจะได้กินอะไรเลยค่ะ ทรมานสุด ๆ แม้แต่เม็ดข้าว เส้นก๊วยเตี๋ยวนิ่ม ๆ เราก็กัดไม่ได้น่ะ นาทีนี้ ป้าใส่ปากแล้วกลืน ตลอดเลยค่ะ ก็อาศัยกินอาหารอ่อน  ๆ เอา ทานนมให้มาก ๆ หิวก็นม อะไร อะไร ก็ "นม" ค่ะ มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด พูดมากก็ไม่ได้ เหล็กคอยจะจิ้มปาก 

ตอนนอน นี่แหละคือความสุขของป้า เพราะมัน ได้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดและทรมาน วันนั้นทั้งวัน ป้าทานอะไรไม่ได้นอนจากสิ่งที่เป็นน้ำ ๆ น่ะ ถ้าทานก็คือต้องกลืนเลย เคี้ยวไม่ได้ คิดเองทรมานขนาดไหน มี Tokyo Banana อยู่ตรงหน้า ป้าใส่ปากแล้วกลืน ใส่ปากอม ๆ แล้วกลืน แบบนี้ไป 2 ชิ้น มันเหนื่อยใจจริง ๆ นะช่วงนี้ ยิ่งกว่า ชะนีแพ้ท้อง ป้า การีนตีได้ว่า ท้องคุณจะร้องดังยิ่งกว่า ฟ้าผ่าลงมา ตรงสี่แยกไฟแดง หน้าบ้าน คือ มันหิว และ โหยสุด ๆ กว่าจะหมดวัน ป้าก็เพลียมาก ๆ นอนน้ำตาจะไหล "อย่าลืมฉัน" ก็อวสาน อีก ป้าดูไปอินไป ยิ้มไป (ปากก็หุบไม่ค่อยได้หรอกน่ะ เพราะว่าเหล็กคอยจะทิ่มปาก ) ความสวยไม่ได้มากันง่าย ๆ จริง ๆ ผู้่ชายโปรดเข้าใจด้วยนะคะ

วันที่ 16  พฤษภาคม 2557 
ยังเจ็บปากเหมือนเดิม ทานอะไรไม่ได้เหมือนเดิม ฟันโดนกันก็เจ็บเหมือนเดิม ก็ต้องทานน้ำ กับ นมเหมือนเดิม พวกอาหารอย่างอื่น ก็ใส่ปากแล้วกลืนไปเลย 5555  อาการเจ็บปากลดลง แต่หุบปากได้ลำบากมาก คือปากดูอูม ๆ ตลอดเวลา พูดก็ไม่ค่อยชัด พูดแปลก ๆ ตลอดเลยอ่ะ มารอดูกันต่อ พรุ่งนี้ เราจะเคี้ยวอาหารได้หรือยัง ???


ผ่านมาครบ 1 สัปดาห์ การรับประทานอาหารก็ยังไม่ง่ายนะคะ ยังกินยากอยู่ แม้แต่เส้นก๊วยเตี๋ยว ก็ยังกัดไม่ได้เลยค่ะ ยอดผักบุ้งอ่อน ๆ เราก็กัดไม่ขาด อาศัยกลืน ไปเลยค่ะ แต่สิ่งที่ประทังชีวิต ได้ในทุก ๆ วัน ที่อั้มกินคือ เค้ก ค่ะ เค้กนุ่ม ๆ ใส่ปากแล้วใช้เหงือก ดุน ๆ เอาแล้วก็กลืนไปเลย แต่ไม่ดีนะคะ ทานมากก็อ้วน แต่จะให้ทำไงได้ ช่วงเวลา 7 วันแรก อาศัย นม กับ เค้ก ข้าวต้ม โจ๊ก แบบนี้ทุกวัน สลับเปลี่ยนกันไป

ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ขึ้นไป การทานอาหารเริ่มดีขึ้นเริ่ม ทานอาหารแข็งขึ้นกว่าเดิมได้นิดหน่อย

ช่วงแรก ๆ ของการจัดฟัน
18 มิถุนายน 2557
กำหนดใส่เหล็กฟันล่าง ไปถึงคลิกนิก รอคิวแป๊บหนึ่ง ได้เวลาใส่เหล็ก คุณหมอก็ให้เลือกสียางเหมือนเดิม รอบนี้ขอสีฟ้าน้ำทะเล สวย ๆ ตอนใส่เหล็ก คุณหมอก็บอกว่า ฟันในสุด เว้นไว้ก่อน (ลืมถาม เว้นไว้ทำไม) 555555 ใส่แล้ว หมอก็บอกเหมือนเดิม ตึง ๆ หน่อยนะคะ เราก็ค่ะ มันก็ตึง ๆ จริง ๆ นะ ใส่เสร็จ ไปนั่งกินก๊วยเตี๋ยวสบายใจเฉิบ เพราะรู้ชะตาว่า พรุ่งนี้ งานจะเข้า หลังจากกินเสร็จแบบไม่มีปัญหาเลย ความรู้สึกมันตึงเบา ๆ เอง แปรงฟันแล้วก็นอนซ่ะ

19 มิถุนายน 2557
ตื่นมาแบบเหมือนปากระบม ปวดไปทั้งฟัน ฟันโดนกัน ปรี๊ดขึ้นสมองเลย น้ำตาไหลนิด ๆ ด้วยแหละ ขอบอกเลยว่า เข้าช่วง วิกฤต อีกรอบแล้ว ชีวิต เริ่มลำบากค่ะ แค่อ้าปากหาว ก็เจ็บแล้ว มันตึง ๆ พร้อมทั้งปวด ๆ ฟันอย่าให้โดนกันเลย นั่งปากหวอ น้ำลายจะไหลตลอดเวลา เหล็กก็ทิ่มกระพุ้งแก้มอีก โอ้ย ๆ เจ็บค่ะ พอเวลาแปรงฟัน จะถุยน้ำลายอ่ะ เหล็กก็ชอบโดนแก้ม มันสุดยอดที่สุดแล้วค่ะ

นี่วันที่ 25 มิถุนายน 2557 แล้วน่ะ ครบ 7 วัน อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังกินอาหารปกติไม่ได้อยู่ดี รอ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็รอ ค่ะ อยากกินนู่นนี่นั่นไปหมด แต่ก็กินไม่ได้ พูดเลยว่า เค้ก เท่านั้น ตอนนี้อ้วน บวม เค้กและค่ะ

(เอาไปแค่นี้ก่อน เบา ๆ แค่ช่วงแรกของการจัดฟันพอ เล่าหมดเดี๋ยวจะเบื่อกันซะก่อน) ข้ามไปดูวิวัฒนาการของสัตว์โลกล้านปีเลยค่ะ


ก่อนจัดฟัน
พี่อั้มขอเรียงลำดับให้ดู ตาม พ.ศ. เลยนะคะ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัด ๆ หน่อย
1. ก่อนเริ่มจัดฟัน หน้ากลมๆ ยิ้มแล้วมีฟันเกินมา ไม่มั่นใจเท่าไหร่เลย
2. ในปีเดียวกัน ฟันโดนดึงเข้าไปแล้ว ไวมาก แต่หน้ายังไม่เรียวน่ะ ยังกลมบ๊อกอยู่เลย
3. คิดว่าจะเอาเหล็กออกได้แล้ว ตอนนี้ก็พอใจแล้วน่ะ แต่หมอยังไม่เอาออกน่ะ ขยับเข้าขยับออกอยู่นั่น พี่อั้มปวดระบมไปหมดเลย
4. หน้าไม่เรียวสักที หรือเพราะเราถอนฟันแค่ 1 ซี่ก็ไม่รู้ เลยจัดการฉีดฟิลเลอร์ซะเลย ตอนแรกไม่ได้จะฉีดน่ะ แต่หมอเห็นหน้าแล้วทนไม่ไหว ขอฉีด เลยยอมให้หมอฉีด ฉีดปุ๊ปสวยเลย รีวิวฉีดฟิลเลอร์ที่นี่นะคะ
5. พอฉีดฟิลเลอร์แล้ว ทุกอย่างก็ดูสวยขึ้นมาเลยอ่ะ
6. เริ่มมีการขยับเหล็กมากขึ้น ฟันเริ่มชิดกันมากขึ้น หมอเขาขยับฟันไปมา แล้วก็ดึงฟันบนเข้ามาอีกนิดหนึ่ง ทีนี้รู้สึกหน้าได้รูปมากขึ้น
7. ก่อนจะไปถอดเหล็ก รู้สึกว่า ตัวเองมาไกลมาก
8. ถอดเหล็กแล้ว ใส่รีเทนเนอร์ รู้สึกหน้าตัวเองได้รูปที่สุดในชีวิต



รูปด้านล่าง คือ ฉีดฟิลเลอร์ได้ประมาณ 1 เดือน หน้าก็ดูยาวกว่าปกติแล้ว ตอนจัดฟันแรก ๆ หมอยังไม่ได้ดึงฟัน หน้าก็ยังไม่ได้เข้ารูปอะไรเท่าไหร่ การจัดฟัน กับ ฟิลเลอร์ ช่วยได้มาก ๆ

ทำไมจัดฟันแล้วต้องฟิลเลอร์ :: การจัดฟัน ทำให้หน้าเราเข้ารูปขึ้น ยาวขึ้น แต่คางไม่ได้แหลมลงมา ถ้ามองด้านข้างแล้วคางเรางุ้ม การจัดฟันก็ไม่ทำให้คางเราพุ่งออกมาได้ แต่ฟิลเลอร์ หรือ เสริมคาง ทำได้ค่ะ มันเลยต้องทำควบคู่กันไป ปกติฟิลเลอร์ ก็มีอายุไม่ได้นาน ตอนนี้จับ ๆ เริ่มไม่ค่อยเจอแล้วด้วย สงสัยใกล้เวลาเติมฟิลเลอร์อีกรอบแล้วค่ะ อยากสวยต้องอดทนเนอะ อดทนอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเงินด้วยน่ะ

ตอนจัดฟัน :: ต้องไปหาหมอทุกเดือนเลยค่ะ เพื่อเปลี่ยนยาง แล้วหมอจะทำการดึงฟัน ให้เข้าที่ ควรไปให้ครบทุกครั้งตามหมอนัดนะคะ จะได้ถอดเหล็กและสวยไวไว ไปทีก็ครั้งล่ะ 1,000 บาท ทั้งหมด 31 เดือน รวม 31,000 บาท และ 2 ครั้งสุดท้ายรวมค่ารีเทนเนอร์ เสียไปอีก ครั้งล่ะ 6,000 บาท ขูดหินปูน 2,000 บาท ฟอกสีฟัน 5,000 บาท

ตอนจัดฟัน ทรมานที่สุดเลยค่ะ ไปหาหมอทีไร วันนั้นไม่ต้องกินอะไรเลย หยอดข้าวต้ม ทานนมไปค่ะ บางทีก็ปวดไป 4-5 วันก็มี แล้วเหล็กชอบเกี่ยวแก้ม เกี่ยวปาก เป็นแผล เป็นร้อนในบ่อย ๆ พอฟันหายปวด จะกินอาหารอร่อย ๆ ก็ครบกำหนดต้องไปเปลี่ยนยาง เจ็บอีกแล้ว เป็นแบบนี้วนไปจนกว่าจะถอดเหล็กน่ะ แล้วก็หลังจากนั้น เราก็ต้องใส่ รีเทนเนอร์ตลอดเวลา ถอดเฉพาะตอนกินข้าวเท่านั้น คุณทำได้ไหม ถ้าคิดว่าไหว ก็จัดเลยค่ะ



การดูแลหลังจัดฟัน :: หลังจัดฟันหมอก็นัดไปพิมพ์ปาก ใส่รีเทนเนอร์ก่อนจะถอดเหล็ก แล้วก็ขูดหินปูน เพราะตอนมีเหล็กทำความสะอาดฟันยาก หินปูนเกาะ แล้วก็ฟันไม่ขาว ออกหมอง ๆ ต้องฟอกสีฟันอีกค่ะ รีเทนเนอร์ก็ต้องใส่ตลอด แต่พอถอดเหล็กแล้ว ก็ทำความสะอาดฟันได้ง่ายขึ้น

รีเทนเนอร์ :: มีหลายประเภทให้เลือก อั้มเลือกแบบเหล็ก เพราะมันครอบฟันได้ดีกว่า แบบใสกลัวแตกอ่ะ ไม่ค่อยระวังด้วย แล้วต้องใส่ตลอดทั้งวันเลย หมอสั่งมาให้ถอดเฉพาะกินข้าว ให้ใส่ไว้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ และหมอก็นัดตรวจเช็ค รีเทนเนอร์อีกครั้งหลังจากถอดเหล็ก 30 วันค่ะ



เทียบกับสมัยเรียนแล้ว คือ แตกต่างกันเยอะมาก ๆ นี่อั้มพยายามเลือกรูปที่ดีที่สุดในสมัยนั้นแล้วนะคะ ถ้าเจอรูปที่แย่ๆ เพื่อน ๆ จะไม่ถามแค่เรื่องจัดฟันแน่ ๆ เพราะฉะนั้น เอาแค่เรื่องจัดฟันก่อนเนอะ



ลองถามใจดูว่า คุณอยากจัดฟันเพราะ ??

  • ยิ้มสวย :: ถ้าคำตอบนี้ คุณควรจัดฟัน
  • หน้าเรียว :: ลองพึ่งวิธีอื่นดู ถ้าฟันคุณสวยอยู่แล้ว
ไม่แนะนำการจัดฟันแฟชั่นนะคะ เพราะอันตรายมาก แล้วการเลือกหมอก็สำคัญมาก บางคนจัดฟันแล้วหน้าแก่ขึ้นก็มี บางคนจัดแล้วกามออกก็มีเยอะแยะ อย่าหวังแค่ว่า จัดฟันแล้วจะผอม จะหน้าเรียว เลิกคิดสิ่งพวกนี้ไปได้เลยค่ะ มันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่จะทำให้เราสวยขึ้นได้ นอกจากการจัดฟัน 

หลังจากจัดฟันแล้ว กฏระเบียบในการดูแลตัวเองสำคัญมาก ตอนนี้อั้มรำคาญ รีเทนเนอร์มาก อยากเควี้ยงทิ้งวันละหลายสิบรอบ อึดอัด แล้วพูดไม่ชัด พูดเหมือนลิ้นไก่สั้น ร้องเพลงชาติเหมือนคนพม่าร้องเลยค่ะ ระเบียบ วินัย สำคัญมาก ถ้าคุณไม่มี แล้วมาจัดฟัน อนาคต ฟันอาจพังกว่าเดิมก็ได้ เพราะรากฐานฟันถูกขยับ ไม่แข็งแรงเหมือนก่อน ถ้าไม่ใส่รีเทนเนอร์ช่วยไว้ ฟันล้มขึ้นมา ก็ต้องมาจัดฟันใหม่อีกรอบน่ะ 

สิ่งที่ได้จากการจัดฟัน :: 
  1. หน้าเข้ารูปขึ้น เรียวขึ้นนิดหนึ่ง ถ้าถอนฟันเยอะกว่านี้ แล้วดึงฟันเข้ามากกว่านี้ จะเรียวกว่านี้นะคะ
  2. ยิ้มมั่นใจขึ้น ฟันเรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม
  3. รับประทานอาหารไม่ค่อยติดฟันแล้ว มั่นใจกว่าเดิม
ข้อเสียของการจัดฟัน ::
  1. เจ็บ ปวด ทรมาน กินข้าว กินอาหารลำบาก วันแรก ๆ ดูดน้ำยังปวด ฟันโดนกันทีน้ำตาไหล
  2. ต้องมีวินัย ไปหาหมอตลอดทุกเดือน
  3. ห้ามกินของแข็ง ห้ามกัดฝรั่ง แอ๊ปเปิ้ล มะม่วง
  4. พูดไม่ค่อยชัด
  5. เหล็กชอบเกี่ยวปาก ทำให้เป็นแผล ร้อนใน อาจส่งผลเรื่องกลิ่นปาก
  6. ต้องใส่รีเทนเนอร์ตลอดชีวิต
  7. กินอาหารยากลำบากกว่าเดิม ต้องดูแลตัวเองเยอะขึ้น
  8. เสียเงินทุกเดือน
  9. ฟันไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เพราะรากฟันมีการขยับ ต้องอาศัยเวลา
สิ่งที่ได้จากการฉีดฟิลเลอร์ ::
  1. คางดูแหลมขึ้น ยาวขึ้น
  2. ฟิลเลอร์ทำให้หน้าดูมีมิติขึ้น สามารถฉีดได้หลายจุดบนใบหน้า
  3. จัดฟันอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลในเรื่องความหน้าเรียว หรือ คางพุ่ง แต่ฟิลเลอร์เห็นผลทันที 
ข้อเสียของฟิลเลอร์ :: 
  1. ต้องฉีดซ้ำ เพราะจะสลายหายไปได้ด้วยตัวมันเอง (เสียเงินซ้ำ วนไปค่ะ)
  2. ตอนฉีดเจ็บพอสมควร แต่หมอก็ใส่ยาชาให้อยู่
  3. ฉีดแล้วมีโอกาสแพ้ได้ในบางคน
  4. มีราคาสูง
ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ควรไตร่ตรองก่อนเริ่มคิดจะทำอะไรนะคะ หมอสำคัญมาก ฟิลเลอร์ปลอมทำหน้าพังได้นะคะ ฟิลเลอร์แท้ จะมีราคาค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น เลือกหมอและคลินิกที่ไว้ใจได้เท่านั้น การฉีดควรให้แพทย์ฉีด และสถานที่สะอาด ปลอดภัย 

การเลือกสียางจัดฟัน :: ตลอดเวลาที่จัดฟัน แรก ๆ จะชอบใส่สี ๆ เพราะคิดว่าน่ารักดี สีที่ถูกใจใส่แล้วดูโอเคกับอั้มสุดคือสีแดง และ สีม่วง และสีชมพู หลัง ๆ จะชอบใช้แบบใส ๆ มากกว่า เพราะยิ้มแล้วมั่นใจกว่า แต่ถ้ากินพวกแกงส้ม หรืออาหารที่มีสีแรง ๆ ยางจะเปลี่ยนสีตามได้น่ะ ตรงนี้ก็ต้องระวัง

สุดท้ายนี้ ใครที่ติดตามกันมาตลอด คงจะเห็นพัฒนาการของอั้มที่มีขึ้นมาเรื่อย ๆ จากคนหน้ากลม ๆ จนตอนนี้หน้าเริ่มเรียว หากมีคำถามเพิ่มเติม Inbox มาถามได้ที่เพจนะคะ https://www.facebook.com/Aumbellezza/ จะตอบให้ทุกสิ่งที่ตอบได้แน่นอนค่ะ

----------------------------------------

ถ้าเราจัดฟันเฉย ๆ คางจะไม่สามารถพุ่งเป็นก้อนออกมาได้แบบนี้ เพราะของเดิมคางมันงุ้มเข้าไปด้านใน  การที่เราจะมีคางชัดแบบนี้ได้ ต้องเสริมคาง และฟิลเลอร์


สมัยนั้น คิ้วก็ไม่มี มีการเอาหน้าเทียบความกลมกับดอกทานตะวันอีกน่ะ



บางทีหน้าก็กลมเกินไป



ยิ้มอย่างไงก็ไม่สวย เพราะฟันมันเกินออกมา



หน้ากลมมาก กลมเท่าลูกกระท้อนเลย



ภาพนี้คือก่อนจะถอดเหล็กนะคะ ยิ้มก็ยังไม่ สวยเท่าไหร่ เพราะยังมีเหล็กอยู่ ทำให้ปากยังอูม ๆ อยู่



มาดูตอนนี้บ้างสิ หลังจัดฟันเสร็จแล้ว ถึงจะไม่ยิ้มปากก็ดูเป็นทรงขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่มีเหล็กมาทำให้ปากอูม 



ถึงแม้จะใส่รีเทนเนอร์ ปากก็ไม่อูมเท่าตอนใส่เหล็ก


ยิ้มมั่นใจขึ้นกว่าเดิมมาก เหลือแค่ตีนกา ต้องหาเวลาไป Botox


หลังจากจัดฟันแล้ว อั้มรู้สึก รักตัวเองมากขึ้น ชอบที่ฟันดูเป็นระเบียบ แล้วก็ยิ้มได้มั่นใจขึ้น ชอบที่จะยิ้มมากขึ้น



จะหน้านิ่ง หรือ หน้ายิ้มก็ไหวอยู่ 



เมื่อก่อนจะเห็นว่าอั้มถ่ายรูปไม่ค่อยยิ้มเพราะ 1. ตีนกา 2. ฟันไม่สวย ตอนที่จัดฟันเหล็กชอบเกี่ยวเป็นแผลด้วยค่ะ แต่ต่อไปนี้ จะยิ้มให้มากขึ้น เพราะ เราว่า การยิ้มทำให้โลกสดใส 



ความสวย ความมีวินัย + ความสม่ำเสมอ + ความเจ็บปวด + ความอดทน 
(นี่คือสมการที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง)



ตอนนี้คิดออกแค่นี้ เดี๋ยวคิดอะไรออกอีกเดี๋ยวจะมาเพิ่มเติมให้นะคะ หรือใครสอบถามอะไรมาเพิ่มเติมถ้ามีประโยชน์จะเอามาลงเพิ่มให้อีกทีค่ะ


Follow or Contact me
❀ Website ❀  ::  www.aumbellezza.com
❀ Blog ❀  ::  http://aumbellezza.blogspot.com/
❀ Facebook  ❀ :: www.facebook.com/Aumbellezza
❀ Instagram ❀ :: http://instagram.com/aum_bellezza
❀ E-mail ❀  ::  aumbellezza@gmail.com

เริ่มต้นกันวันที่ 2 กับบรรยากาศหนาวเย็น แบบพูดทีควันออกจากปากกันเลยทีเดียว วันนี้ตื่นแต่เช้าเพราะอยากซึมซับกับบรรยากาศให้นานที่สุด  กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผ่านมาพันโค้ง จนร่างแทบไม่ไหว จะมัวมานอนอยู่ไม่ได้  ตี 4 ป้าตื่นแล้วจ้าาาาาาาา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใย จึงมีพระราชดาริให้รวบรวมราษฎรกลุ่มต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ และพัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพ ปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ โดยในการนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง จึงเกิดโครงการจัดหมู่บ้านรวมไทยขึ้น ตั้งแต่บัดนั้นมา โดยมีพระราชประสงค์สร้างความมั่นคงแนวชายแดน พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎร ให้ดีขึ้นและฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป ในส่วนของความรับผิดชอบและประสานงานในพื้นที่นั้น ทรงมีพระราชดาริให้หน่วยทหาร จากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ฯ ( ทหารเสือราชินี ) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในส่วนมวลชนและหน่วยงานราชการ นอกจากนั้นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าประมาณ 70.000 กว่าไร่บริเวณนั้นและให้การสนับสนุนโครงการ ฯ ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่หมู่บ้านคือ โครงการพระราชดาริ ปางตอง 2 จาก สานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ( กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช )



ตื่นมา อาบน้ำ แต่งตัวสักพัก ประมาณตี 5 ก็เริ่มออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์กัน ช่วงเช้าจะมีชาวบ้านเริ่มออกมาเปิดร้านกันบ้างแล้ว มีชุดสำหรับใส่บาตรด้วย มีพระมายืนรอแถว ๆ จุดที่ร้านขายของเลยค่ะ  ชุดล่ะ 35 บาท 3 ชุด 100 บาทค่ะ


อากาศยามเช้า เย็นสบายมาก ๆ ดาวเต็มท้องฟ้า ใครอยู่กรุงเทพฯ อาจไม่เคยเห็นดาวเยอะขนาดนี้ และใกล้ขนาดนี้ ลองมาปางอุ๋งดูค่ะ ดาวเยอะมาก สวยสว่าง เต็มไปหมด  พระอาทิตย์ใกล้จะขึ้นมาแล้ว ดาวก็ยังสามารถมองเห็นได้อยู่ ผู้คนเริ่มออกมาตักบาตรกันแล้ว


ตักบาตรพระเสร็จ ก็เดินไปที่อ่างเก็บน้ำ ยังไม่มีคนออกมากันเลย เรานี่เรียกได้ว่า มาคนแรก ๆ เลย นั่งแพชมวิว ลำละ 150 บาท นั่งได้ 2 คน ไม่ได้ขึ้นมากันบ่อย ๆ ก็น่าจะนั่งกันสักหน่อยเนอะ  จะมีคนพายแพ พาเราไปวนรอบ ๆ อ่างเก็บน้ำ ไปแป๊ปหนึ่งก็กลับ มาส่งตรงจุดที่ขึ้นค่ะ


คนนั่งแพกันเยอะมาก ๆ พอฟ้าเริ่มสว่าง พวกพี่ ๆ เขาก็จะนำแพออกให้บริการค่ะ


ตรงนี้เป็นที่พักของ บ้านรวมไทย เราสามารถจองได้ผ่านทางโครงการ แบบอยู่ติดอ่างเก็บน้ำเลยค่ะ แต่ถ้าเต็มไม่ต้องซีค่ะ ก็สามารถกางเต้นท์ หรือ เช่าโฮมสเตย์ของหมู่บ้านได้ เดินมานิดเดียวเอง ไม่ได้กว้าง หรือ ไกลอะไรมาก


พระอาทิตย์เริ่มขึ้น ก็จะเห็นหมอกเยอะขึ้น ชัดขึ้น


พระอาทิตย์ส่องแสงกระทบกับผิวน้ำและหมอก สาดส่องผาดทิวสน สวยงาม ดังภาพวาด


แสงแดดเริ่มแรงขึ้นแล้ว แต่ความสวยยังไม่ลดลง


หงษ์ดำ เป็นสัญลักษณ์ประจำปางอุ๋งแล้วใช่ไหมเนี่ย ปรากฏตัวตรงไหน มีแต่คนรุมถ่ายรูป หงษ์ขาว ไม่ได้ออกมาให้ยลโฉมเลย ถามคุณลุงที่แพ บอกว่า นางฟักไข่อยู่ ถ้านางมีลูกออกมา เยอะ ๆ ต่อไปเราก็จะเห็นหงษ์ขาวเต็มไปหมด โอกาสได้เจอและถ่ายรูปก็เยอะขึ้นไปด้วย ดีใจจัง อยากเห็นหงษ์น้อย ๆ ลอยบนผิวน้ำยามเช้า กับแสงหมอกเบา ๆ คงสวยงามน่าดู


แดดเริ่มแรงเข้าไปทุกที คนก็เริ่มลดน้อยลง


เหมือนจะเหลือเราอยู่ลำพัง


จะถ่ายมุมไหน ตรงไหนก็ได้



แต่พอแสงแดดเริ่มแรง ความสวยงามเริ่มลดหายลงไปตามกาลเวลา จากแสงยามเช้าสาดแสงสีทอง ก็กลายเป็นแสงขาว ๆ แต่แสงแบบนี้ถ่ายรูปคนสวยกว่าแสงสีทองนะจะบอกให้


กลับมาที่บ้านลุงปาละ ที่นี่มีต้นไผ่แบบใหญ่มาก เกิดมาพึ่งเคยเห็นต้นไผ่ใหญ่ขนาดนี้


ก่อนจะกลับขอถ่ายรูปกับบริเวณทางเข้าปางอุ๋ง จุดแรกที่เข้ามาจะเจอกับบ้านลุงปาละก่อนเลยเป็นอันดับแรง


หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วเราก็มุ่งหน้าออกกันไปที่บ้านชาสา รักไทย ก่อนถึงที่นี่จะเจอป้ายทางเข้า สวยงามมีรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ติดอยู่ด้านบนด้วย


ขับเขามาอีกนิดหนึ่ง สังเกตุป้ายด้านซ้ายให้ดี อันนั้นคือบ้าน ชาสา รักไทย ที่มีไร่ชา เป็นบ้านสไตย์จีนสวย ๆ ที่เขาว่าจองที่พักที่นี่ยากมาก เพราะเต็มตลอด มีโอกาสแอบเดินขึ้นไปชมมา ก็สวยจริง ๆ นะคะ แต่จุดพีคที่นี่คือ ช่วงเช้าตรู่ ที่จะได้สัมผัสกับอากาศหนาวและหมอกนั่นเองค่ะ แต่ถ้าสาย ๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรนะคะ


กลางวันก็จะเห็นเป็นบ้านตัดกับท้องฟ้า ก็ถือว่ายังสวยอยู่น่ะ แต่ในหมู่บ้านไม่ค่อยมีอะไรให้เที่ยวให้ทำเท่าไหร่เลย ถ้าไป 1 คืนก็เพียงพอแล้ว


ใครมาแล้วเจอหมอกหนาๆ ก็นับว่าโชคดี


ห้องพักมีแค่ไม่กี่ห้องเอง แต่ละหลังจะอยู่ไม่ติดกัน ลดหลั่นกันไปตามระดับพื้นที่ บ้านสร้างบนเนินเขา 


เดินถ่ายรูปเล่นสักพักก็มาชิมชา และรับประทานอาหารที่ร้าน ลีไวน์รักไทย 


ตรงร้านอาหาร วิวที่กินข้าว สวยดีค่ะ เหมือนไม่ได้อยู่ประเทศไทยเลย ต้นไม้ที่เห็นด้านบนคือ ซากุระเมืองไทยนะคะ  ใบเริ่มร่วงจะหมดแล้ว ดอกน่าจะออกมาให้ได้ชมกันเร็ว ๆ นี้


มองไปทางไหนก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ


คุณแม่ขายของ คุณลูกหลับปุ๋ย ชอบจัง หลับแบบไม่ตื่นเลยแล้วก็ทรงตัวดีด้วยน่ะ ไม่มีหัวผงกหรือเอียงกะเท่เร่เลย


ชายอดน้ำค้าง เห็นคนซื้อเยอะ เขาบอกมีกลิ่นหอม และยังช่วงลดระดับโคเลสเตอรอล และก็ช่วงบำรุงผิวพรรณอีกด้วย


ก่อนจะซื้อ ทางร้านก็มีชงให้ลองดื่มดูก่อนด้วย ลองดื่มแล้วหอมมาก จัดไป 3 ห่อ


อาหารที่สั่งในวันนี้คือ ขาหมู มั่นโถ ของสุดฮิตของบ้านจีนยูนาน ที่นี่อร่อยน่ะ อั้มชอบกว่าที่ปายอ่ะ รสชาติดีกว่า กินแล้วถูกลิ้นกว่า


กินข้าวเสร็จก็ยังมีร้านกาแฟ ที่อยู่ติดกัน


วิวดี๊ดี อากาศก็ดี ทุกอย่างเลยดีไปหมด


เมื่อทานอาหาร และซื้อของฝากจนพอใจ ก็เริ่มขับรถกันต่อ มุ่งหน้าสู่ทุ่งดอกบัวตอง ขับไปเรื่อย ๆ แวะพักบ้างไรบ้างเกือบตลอดทาง เพราะความเมารถ และความหิว ทำให้หยุดรถบ่อยพอสมควร ขับมาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงทุ่งดอกบัวตองเหลืองอร่ามงามตา ตัดกับสีท้องฟ้าแล้ว สวยจับใจ

อั้มมาจากทางตัวเมืองแม่ฮ่องสอน จะมีป้ายบอกทางที่มุ่งหน้าสู่ ดอยแม่อูคอ โดยผ่านทางน้ำตกแม่สุรินทร์ เป็นทางที่โหดพอสมควร ถ้าใครมาช่วงเริ่มค่ำ ไม่แนะนำเลยค่ะ ทางโหดมาก แล้วน่ากลัวมาก ทางแคบชัน คดเคี้ยว สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี ตอนแรกนึกว่าหลง จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้ เจอหมู่บ้านถามใครก็คุยไม่รู้เรื่องเลย โชคดีเจอฝรั่งขับรถผ่านมา ได้คุยกันจนรู้ว่า ขับอีกสักพักก็ถึง สักพักคือ 1 ชั่วโมงงี้ แต่ในที่สุดก็มาถึงแหละนะ


มาถึงปุ๊ป จอดรถให้เรียบร้อยแล้วก่อน อย่าลืมดึงเบรกมือด้วยเน้อ ด้วยความปรารถนาดี จากหม่อมถ้วยฟู



จอดรถเรียบร้อยก็รีบเดินขึ้นมายังจุดชมวิว รีบไปหน่อยเหนื่อยสุด ๆ ขาสั่น และหายใจแทบไม่ทัน


มีศาลาที่ประทับอยู่ด้านบนสุด


ถ้ามาแล้วก็ไม่อยากให้พลาดนะคะ ควรขึ้นมายังจุดสูงสุดด้วย


เพราะวิวที่เราเห็น จะแตกต่างจากการมองจากด้านล่างขึ้นมาข้างบน ถึงแม้จะเหนื่อยเพียงไหน ก็ถือว่าคุ้มค่า มีเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น แล้วดอกบัวตอง ก็ไม่ได้บานตลอดทั้งปีด้วย


ถ้าหากจะมาชมทุ่งบัวตอง อั้มแนะนำว่า ให้ได้ข้อมูล 100% ก่อนว่าดอกบัวตองบานแล้ว เพราะถ้ามาแล้วไม่บานจะเสียความรู้สึกมาก ๆ เพราะที่นี่ไม่มีอะไรเลย นอกจากดอกบัวตองที่เหลืองอร่ามงามตา


เสื้อผ้าใส่แบบธรรมดาได้น่ะ ไม่ได้หนาวอะไรมากมาย ประมาณกลางเดือนธันวา ดอกบัวตองก็จะหายหมดแล้วน่ะ ร่วงโรยไปตามกาลเวลา


ชอบจัง การรวมตัวกันของดอกบัวตอง ทำให้ดอยแม่อูคอ สวยสะพรั่ง เหลืองไปทั่งดอย


ยังอยากจะเก็บความประทับใจ ความรู้สึกทั้งหมดไว้ในความทรงจำตอนนี้อีกสักพัก อยากพักให้หายเหนื่อย แต่เราต้องไป ดอยอินทนนท์กันต่อ ตอนนี้ก็จะ 17.00 น.แล้ว ต้องรีบอีกแล้วหรอเนี่ย


บนเขาเราไม่ชำนาญเส้นทาง เปิด Google Map ช่วยตลอดการเดินทาง ถ้ามืดแล้วการคมนาคม คงลำบากขึ้นไปอีก


สุดท้ายแล้วเราก็ต้องลาจากกันไป แล้วพบกันใหม่ ถ้ามีโอกาส 


คลิปวีดีโอ พาชมทุ่งดอกบัวตอง่ ดอยแม่อูคอ



บล็อกต่อไป เป็นตอน ดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน 

MARI themes

{facebook#http://www.facebook.com/aumbellezza} {instagram#http://www.instagram.com/aum_bellezza}
Powered by Blogger.